ดิลสุดค้ม สินค้าสุขภาพและความงาม จากแบรนด์ดัง

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ดูแลรักษาอย่างไรดี

โรคกระดูกพรุนนี้เรียกได้ว่า เป็นโรคที่มาพร้อมความชราภาพ สูงวัยขึ้นหรือการแก่ตัวลงของเรา เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเฉพาะโรคนี้จะพบมากในผู้หญิงสูงอายุ โรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อกระดูกบางจนถึงระดับที่ไม่สามารถรับน้ำหนักตัว หรือแรงกระแทกได้ ก็จะเกิดกระดูกหัก (หักง่ายเพราะกระดูกมีความบางและพรุน) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ว่าในขณะทำกิจวัตรประจำวันตามปกติทุกวัน หรืออาจจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดลื่นหรือเพียงสะดุดขาตนเองล้มก็ได้  ซึ่งส่วนมากจะพบว่ากระดูกบริเวณที่มักจะหักคือ กระดูกข้อมือ และกระดูกต้นขา 

อันตรายของการเกิดกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน

1.เจ็บปวด 

ความเจ็บปวดย่อมเกิดแก่ผู้ป่วยหลังการหักของกระดูก ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของร่างกายก็ตาม

2. หลังโก่ง 

หลังจากนั้นหลังจะโก่ง ค่อมลง ส่วนกระดูกต้นขามักจะหักตอนหกล้ม

3. ผ่าตัด 

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่กระดูกหักจะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อใส่เหล็ก เช่นหักบริเวณกระดูกต้นขา ก็จะต้องใส่เหล็กที่กระดูกต้นขาใหม่แทนส่วนที่หัก แต่กระนั้น ผู้ป่วยบางส่วนอาจไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดเนื่องด้วยมีโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยความเสี่ยงในการผ่าตัดสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่กระดูกต้นขาหักนั้น ไม่ว่าจะได้รับการผ่าตัดและไม่รับการผ่าตัดนั้นมีจำนวนมากกว่าครึ่งที่จะไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป

4. ติดเตียง 

ในกรณีที่ผู้ป่วยกระดูกหัก และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวไม่ได้สะดวก และอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียง ซึ่งอาจมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตได้เนื่องจากอาจมีโรคแทรกซ้อนในระหว่างนอนติดเตียงอยู่ อาทิเช่น ภาวะปอดบวม มีแผลกดทับเกิดที่สะโพก มีความลำบากในการกลืนหรือสำลักอาหาร เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่ไม่เสียชีวิตนั้น ก็ยังคงต้องการได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นปัญหาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การเงินและคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล

โรคกระดูกพรุน เรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ผู้ป่วยมักจะไม่ทราบว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน เพราะโรคนี้จะเกิดขึ้นจากภาวะมวลกระดูกที่บางลงสะสมในร่างกายมานาน จะไม่มีอาการแสดงออกแต่อย่างใดจนกว่าจะเกิดเหตุที่ทำให้เกิดกระดูกหัก จึงทำให้คนส่วนใหญ่นั้นไม่รู้ว่ามวลกระดูกของตนเองนั้นบางหรือพรุนมากน้อยเท่าใด และส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ใส่ใจดูแลและป้องกันภาวะกระดูกพรุนกัน และความจริงอีกประการก็คือ ผู้ป่วยที่กระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกระดูกหักซ้ำได้อีกด้วย

โรคกระดูกพรุนมีสาเหตุและเกิดขึ้นอย่างไร

โรคกระดูกพรุน เกิดจากมีความหนาแน่นหรือมวลของเนื้อกระดูกน้อยลงจากการสะสมกระดูกน้อยเกินไปในขณะที่กำลังเจริญเติบโต  หรือมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างมากหลังจากเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้กระดูกเปราะบางไม่สามารถรับน้ำหนัก และแตกหักตามมา 

2 สาเหตุหลักของโรคกระดูกพรุน

1.พันธุกรรม

ตามการศึกษาพบว่าคนผิวขานั้นมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากว่าคนผิวสี (ผิวดำ/นิโกร) ส่วนคนเอเชียซึ่งรวมคนไทยอยู่ด้วยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มมองโกลอยนั้นจะเก็บสะสมเนื้อกระดูกได้มากกว่าคนผิวขาวแต่จะน้อยกว่าคนผิวสี

2. รูปแบบการดำเนินชีวิต

การใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆวันของเรามีผลต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น หากเรามีการสะสมแคลเซียมไว้เพียงพอก็จะสามารถป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ 

โดยปกติ ในวัยช่วง 40 ปี ร่างกายเราจะเริ่มสูญเสียเนื้อกระดูกไปอย่างช้าๆ ซึ่งเหมือนกันในเพศชายและหญิงประมาณ 0.5 – 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และสำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทอง ตามการศึกษาจะพบว่ามีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียเนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้น ในในวัยอายุช่วงประมาณ 50 ปีนั้น โดยเฉพาะชาวเอเชียพบว่าจะเกิดการสูญเสียมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้นเป็น 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีต่อเนื่องเป็นระยะเวลประมาณ 5 ปี ซึ่งหลังจากช่วงนี้ไปแล้ว อัตราการสูญเสียมวลกระดูกจะค่อยๆลดลงจนไปอยู่ที่ประมาณ 0.5-1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การดูแลป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

การเลือกทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และทานวิตามินดีเป็นประจำในทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนสูงวัย จะช่วยป้องกันและดูแลตนเองให้ห่างไกลจาโรคกระดูกพรุน โดยปกติแล้วตามสถิติ โรคกระดูกพรุน มักถูกพบมากในเพศหญิง และจะพบในเพศชายประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และโรคนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถจะพบได้ในกลุ่มวัยหนุ่มสาวด้วยเช่นกัน 

ปริมาณของแคลเซียมที่ควรได้รับอย่างเหมาะสมในแต่ละวัย

  • เด็ก (1-9ปี) 800 มิลลิกรัม/วัน
  • วัยรุ่น (10-19ปี) 1,200 มิลลิกรัม/วัน
  • ผู้ใหญ่ (20-60) 800 มิลลิกรัม/วัน
  • หญิงมีครรภ์และให้นมบุตร 1,200 มิลลิกรัม/วัน
  • หญิงวัยหมดประจำเดือน 1,000 มิลลิกรัม/วัน
  • วัยสูงอายุ (60ปีขึ้นไป) 800 มิลลิกรัม/วัน

ปริมาณของวิตามินดีที่ควรได้รับอย่างเหมาะสมในแต่ละวัย

  • อายุน้อยกว่า 70 ปี 600 หน่วยสากล (IU)/วัน
  • อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป 700 หน่วยสากล (IU)/วัน

ทานอาหารเสริมแคลเซียม บำรุงกระดูก

การเลือกทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เป็นการช่วยป้องกันภาวะโรคกระดูกพรุน เช่น

  • ผลิตภัณฑ์นม เลือกแบบไม่มีไขมัน หรือ ไขมันต่ำ สำหรับผู้สูงวัย และเลือกแบบไม่มีแลคโตสสำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องเสีย หรือท้องอืดเมื่อดื่มนมแบบปกติ โยเกิร์ต ชีส
  • เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากหรือไม่ชอบดื่มนม
  • ปลาตัวเล็กๆ เช่น ปลาข้าวสาร ปลารากกล้วย เลือกทานแบบไม่ใส่เกลือ เพื่อลดโซเดียมเข้าสู่ร่างกายจะดีที่สุด
  • ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม เคล ผักกาดเขียว ใบยอ
  • สามารถเลือกทานอาหารเสริมแคลเซียมที่ทำจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นทางเลือกในการได้รับแคลเซียมได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาทานอาหารหลากหลายอย่างเพื่อให้ได้แคลเซียมเพียงพอใน 1 วัน เช่น การทานแคลเซียม แอล ทรีโอเนต ที่ทำจากข้าวโพด ที่มีงานวิจัยรองรับแล้วว่า สามารถดูดซึมไปใช้ในร่างกายได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ และไม่ตกค้างในร่างกาย ที่สำคัญแคลเซียม แอล ทรีโอเนต เป็น passive transport โดยตัวของมันเอง สามารถซึมผ่านระหว่างเซลล์ได้เอง ดังนั้นจึงไม่ต้องพึ่งพาวิตามินดี ที่แคลเซียมรูปแบบอื่นๆ อย่างแคลเซียม คาร์บอเนตที่ต้องใช้เพื่อช่วยในการดูดซึม และหากมีแมกนีเซียมรวมอยู่ด้วยจะยิ่งเพิ่มประสิทธืภาพที่ทำให้โครงสร้างกระดูกแข็งแรงขึ้นด้วย
  • สำหรับผู้หญิงนั้น การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) เป็นสิ่งที่ควรทำหากว่าเรานั้นจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่มีภาวะกระดูกพรุน ซึ่งได้แก่กลุ่มผู้ที่มีประวัติครอบครัวหลังโก่ง ค่อม หรือปัญหากระดูกต้นขาและสันหลังหักที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง (แนะนำตรวจในช่วงหมดประจำเดือนและควรติดตามดูอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกอีก 1-5ปี), ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่มีผลทำให้กระดูกบาง (แนะนำตรวจช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือช่วงจะหมดประจำเดือน), ผู้ที่ผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้ง 2 ข้างในช่วงก่อนหมดประจำเดือน (แนะนำตรวจหลังจากการผ่าตัดแล้วติดตามผลอีก 1-2รอบ ภายในช่วง 5 ปีแรกหลังการผ่าตัด)

ปัจจุบันสามารถติดต่อขอตรวจ BMD ได้ที่โรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยเหลือและให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ผู้ตรวจได้อย่างดี เพื่อช่วยแก้ไขและป้องกันการเกิดอันตรายจากโรคกระดูกพรุนหากเรารู้ตัวและเตรียมพร้อมไว้เสมอ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -spot_img

เรื่องแนะนำ