ดิลสุดค้ม สินค้าสุขภาพและความงาม จากแบรนด์ดัง

วิตามินดี3 สำคัญอย่างไร

วิตามินดี3 เป็นวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน แต่คนส่วนใหญ่นั้นมักจะขาดวิตามินดี3กันโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการที่ร่างกายมีวิตามินดี3ไม่เพียงพอจะก่อให้เกิดภาวะกระดูกพรุน บาง แตกหักได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอ ซึ่งอาจนำพาไปสู่โรคอื่นๆได้อีก เช่น โรคมะเร็ง โรคแพ้ภูมิต้านทานตนเอง โรคพาร์กินสัน 

บางคนอาจยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่า เราสามารถได้รับวิตามินดี3 จากการที่ร่างกายถูกแสงแดดและสร้างวิตามินดีขึ้นในร่างกาย แต่ว่าด้วยการใช้ชีวิตประวันจำอย่างเร่งด่วน และรูปแบบการทำงานที่นั่งอยู่ในออฟฟิศตลอดเวลาอย่างปัจจุบันนั้น ทำให้เราไม่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ และพอถึงเวลาที่จะต้องออกไปโดนแดดเมืองร้อนอย่างภูมิอากาศบ้านเรานั้น ทุกคนก็จะใส่เสื้อแขนยาวปกปิด หรือกางร่ม รวมทั้งใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันตนเองจากรังสียูวีที่ส่องมาโดนผิวของเรา ซึ่งเหตุนี้เองทำให้คนเราในปัจจุบันนี้ขาดวิตามินดี3กันโดยที่ไม่รู้ตัว 

ประโยชน์ของวิตามินดี3 ป้องกันเข่าเสื่อม

หน้าที่หลักของวิตามินดีนั้นคือจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคกระดูกบาง (osteopenia) และกระดูกพรุน (osteoporosis) ไม่ให้เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่า วิตามินดี ยังมีความสำคัญในการช่วยดูแลโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (immune system)  และมีส่วนสำคัญยิ่งในการดูแลด้านการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis)

โดยส่วนใหญ่แล้ว โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่สามารถพบได้มากในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ แต่ก็สามารถพบได้ในกลุ่มอื่นๆที่อาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ เช่น กลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักเกิน กลุ่มผู้ที่ขาดแคลเซียม เพราะข้อเข่าก็เป็นอวัยวะที่ต้องรองรับน้ำหนักตัวตลอดเวลา และเป็นส่วนที่ร่างกายต้องใช้เป็นหลักในการเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนทุกวัน ดังนั้น หากเกิดปัญหาขึ้นกับข้อเข่า เช่น ข้อเข่าเสื่อม ก็จะเกิดความเจ็บปวดบริเวณเข่าที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ทำให้การเดินเหินเคลื่อนไหวในการดำเนินชีวิตประจำวันไม่สะดวกคล่องแคล่าวอีกต่อไป ก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจของผู้ป่วยตามมาได้ 

โดยทั่วไปแล้ว การรับประทานแคลเซียมจากอาหารในชีวิตประจำวันอย่างเพียงพอพร้อมออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้น ก็สามารถช่วยในการละลอความเสื่อมของข้อเข่าได้ แต่ก็มีข้อควรระวังหากผู้ป่วยทานแคลเซียมในรูปแบบเม็ดสังเคราะห์มากไปเกิน เพราะมีงานวิจัยพบว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจได้ การทานยาเม็ดเสริมแคลเซียมอาจมีผลเสียต่อผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีภาวะของโรคหัวใจร่วมด้วย แต่กระนั้น ก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของการเสริมวิตามินดีต่อสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมพบว่า การเสริมวิตามินดีให้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีภาวะขาดวิตามินดี โดยให้ปริมาณวิตามินดีปริมาณ 40,000 IU ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 เดือน และทุก 3 เดือน

ทีมผู้วิจัยทดสอบสมรรถภาพของผู้ป่วย โดยใช้วิธีวัดกำลังของการกำมือ (grip strength) และทดสอบสมรรถภาพทางกายภาพ (physical performance) ประกอบด้วย การทดสอบ timed up and go (TUGT) การทดสอบ sit to stand (STS) และการทดสอบ six-minute walk (6-MW) ด้วย ผลของการศึกษาได้พบว่าวิตามินดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงบีบมือ และสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมที่มีภาวะขาดวิตามินดีอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ 

นอกจากนี้ยังมีงานศึกษาที่พบว่า วิตามินดีมีหน้าที่สำคัญในการช่วยลดสารอนุมูลอิสระได้แก่ protein carbonyl (สารที่ก่อให้เกิดการทำลายของโปรตีนในเซลล์) และระดับไขมันในเลือด ทำให้คุณภาพชีวิตการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น ทั้งทางกายภาพและและทางด้านจิตใจควบคู่กัน

แหล่งของวิตามินดี3

1. แสงแดด 

เพื่อป้องกันการขาดวิตามินดีที่ง่ายและดีที่สุด การได้รับแสงแดดโดยให้ผิวได้สัมผัสโดนแสงแดดโดยตรง ประมาณ 10-20 นาทีต่อวัน โดยทำประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ก็ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแหล่งธรรมชาติได้แล้ว แต่เนื่องจากแสงแดดในสภาพอากาศประเทศเรานั้น ค่อนข้างแรง ทำให้รังสียูวีจากแดดนั้นอาจแรงเกินและทำร้ายผิวได้ ดังนั้น ควรเลือกเวลาให้ผิวสัมผัสแสงแดดอ่อนๆที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์วิตามินดี 3 และไม่ทำให้แสบผิวจนทำร้ายผิวในระยะยาว ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้าก่อนเวลา 9-10โมง ในช่วงที่แดดไม่ร้อนเป็นสิ่งที่ควรทำสม่ำเสมอ

2. ปลาที่มีไขมัน(ดี) สูง

สำหรับผู้ที่ชอบทานปลาอย่าง ปลาแซลมอล ปลาทูน่า และปลาทูนั้น จะได้รับวิตามินดีจากการทานปลาเหล่านี้เป็นประจำ เพราะเป็นแหล่งของวิตามินดี3ชั้นดี และการเลือกทานปลาเป็นประจำยังดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย 

3. วิตามินดี3 ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

สำหรับผู้ที่ต้องการทานวิตามินดี3 ในรูปแบบของอาหารเสริม เพื่อเป็นทางเลือกในการได้รับวิตามินดี3นั้น ควรเลือกทานในปริมาณ 400-1,000 IU ต่อวัน สำหรับผู้ที่มีภาวะร่างกายปกติทั่วไป และขึ้นอยู่ตามวัยของผู้ทาน แต่อย่างไรก็ตาม กาารเลือกทานวิตามินดี3 ในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลเสริมนั้น การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้คำแนะนำในการทานที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกายที่สุด

ปริมาณวิตามินดี ที่ต้องการสำหรับบุคคลทั่วไป

  • 0-12 เดือน / 400 IU ต่อวัน
  • 1-13 ปี / 600 IU ต่อวัน
  • 14-18 ปี / 600 IU ต่อวัน
  • 19-50 ปี / 600 IU ต่อวัน
  • 51-70 ปี / 600 IU ต่อวัน
  • มากกว่า 70 ปี  / 800 IU ต่อวัน

ปริมาณวิตามินดี ที่ต้องการสำหรับผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดี

  • 0-6 เดือน / 1,000 IU ต่อวัน
  • 7-12 เดือน / 1,500 IU ต่อวัน
  • 1-3 ปี / 2,500 IU ต่อวัน
  • 4-8 ปี / 3,000 IU ต่อวัน
  • 9-18 ปี / 4,000 IU ต่อวัน
  • มากกว่า 18 ปี  / 4,000 IU ต่อวัน

วิตามินดีนั้น มีประโยชน์หลากหลายประการสำหรับร่างกาย ไม่ใช่แต่เฉพาะกับกระดูกเท่านั้น และมีงานวิจัยหลากหลายได้พบความสำคัญของวิตามินดีต่อระบบอื่นๆในร่างกายด้วย ดังนั้นการได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอต่อวันนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ร่างกายและระบบต่างๆในร่างกายสามารถนำวิตามินดีไปใช้ได้อย่างดีและเพียงพอในทุกๆวัน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -spot_img

เรื่องแนะนำ