ดิลสุดค้ม สินค้าสุขภาพและความงาม จากแบรนด์ดัง

รู้ทัน 5 อาการ “วัยทอง” และวิธีรักษา

วัยทอง หมายถึง ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปี ซึ่งช่วงนี้จะอยู่ในระหว่างวัยเจริญพันธุ์และวัยผู้สูงอายุ ซึ่งร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศลดลงตามวัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามมา และอาจเกิดปัญหาสุขภาพตามมาด้วย เช่น โรคกระดูกพรุน ความดันสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ เป็นต้น 

หากกล่าวถึง คำว่า วัยทอง โดยเฉพาะในผู้หญิงนั้นจะหมายถึง ผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 40-60 ปี เพราะรังไข่หยุดทำงานส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนไปในที่สุด ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมากับร่างกายที่สามารถแยกได้เป็น 3 ระยะ คือ

1. ระยะก่อนหมดประจำเดือน (perimenopause)

ระยะนี้เป็นช่วงเริ่มของการที่จะหมดประจำเดือน ซึ่งจะทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติจากที่เคยเป็นได้ และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น มีอาการร้อนวูบวาบ (hot flash) มึนศรีษะ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นในระยะแรกนี้จะสามารถเป็นได้ถึงประมาณ 2-3ปี

2. ระยะหมดประจำเดือน (menopause)

ช่วงเวลานี้จะนับเป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่การหมดประจำเดือนมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี

3. ระยะหลังหมดประจำเดือน (postmenopause)

จะเป็นช่วงระยะที่เริ่มตั้งแต่หลังหมดประจำเดือนมาแล้ว 1 ปี ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น มีการตีบแคบลงของช่องคลอด เกิดภาวะกระดูกพรุน และอาจมีภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ เกิดกับร่างกายได้ง่าย

5 อาการผู้หญิงวัยทอง การดูแลรักษา ลดอาการวัยทอง

อาการที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยทองนั้น เกิดได้ทั้งกับด้านร่างกายและอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพจิตของผู้ที่อยู่ในวัยทองได้อีกด้วย

1. อาการร้อนวูบวาบ (hot flash)

มีเหงื่อออกง่ายตามมือและเท้า ร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย รู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เป็นผลจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย อาการร้อนวูบๆวาบๆนั้นมักจะเกิดในตอนกลางคืน ซึ่งส่งผลรบกวนเรื่องการนอนหลับในตอนกลางคืน และยังส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองอีกด้วย อาการร้อนวูบวาบนี้จะเป็นมากใน 2-3 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน แต่ก็จะค่อยๆ ลดลงภายในเวลา 1-2

วิธีการแก้ไข/ลดอาการ : 

  • เลือกทานอาหารที่มีวิตามินอี และบีคอมเพล็กซ์ (บีรวม) รวมถึงเลือกทานอาหารเสริมของวิตามินในกลุ่มเหล่านี้ด้วย
  • หลีกเลี่ยงการต้องอยู่ในสถานที่อบอ้าวหรือมีสภาพอากาศที่ร้อนมาก
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด เผ็ดร้อน และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะมีสารกระตุ้นให้เส้นเลือดขยายตัว 
  • ควรสังเกตว่า อาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้นช่วงใดและมีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ เพราะมีนิโคติน ที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้
  • ควรหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะก่อให้เกิดความกังวล ส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น

2. ช่องคลอดแห้งและปัสสาวะบ่อย

การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น ส่งผลให้เนื้อเยื่อช่องคลอดขาดความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น อาจทำให้เกิดการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ ช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะก็จะลีบตีบลงและหย่อนตัวลงทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อยและมีอาการแสบที่บริเวณช่องทางออกของท่อปัสสาวะ ในบางกรณี ผู้หญิงที่เนื้อเยื่อหย่อนมากจะมีผนังช่องคลอดและมดลูกเคลื่อนลงต่ำออกมานอกปากช่องคลอดได้ ซึ่งเรียกกันว่า “กระบังลมหย่อน”นั่นเอง

วิธีการแก้ไข/ลดอาการ: 

  • การใช้ครีมที่ผสมฮอร์โมนเอสโตรเจนทาเพื่อช่วยกระตุ้นให้เลือดมาหล่อเลี้ยงช่องคลอดได้มากขึ้น
  • ใช้สารหล่อลื่น เช่น KY Jelly ทาบริเวณที่มีอาการแห้งแสบ หรือใช้เพื่อช่วยหล่อลื่นช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด 
  • หมั่นบริหารช่องคลอดโดยการขมิบก้นบ่อยๆ ทุกวันเป็นประจำก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น 
  • กรณีกระบังลมหย่อน อาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาโดยการผ่าตัด

3. หลับยาก นอนไม่หลับ และอารมณ์แปรปรวน

อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เกิดขึ้นได้พร้อมกับอาการร้อนวูบวาบ ส่งผลให้รบกวนเรื่องการนอนหลับพักผ่อนที่ดี

วิธีการแก้ไข/ลดอาการ: 

  • การใช้ยาลดอาการซึมเศร้าแนะนำโดยแพทย์ 
  • หากิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียดจะช่วยให้สุขภาพจิตและอารมณ์ดีขึ้น

4. โรคกระดูกพรุนบาง

ผู้หญิงวัยทองนั้น บางคนอาจมีภาวะกระดูกบางมากภายหลังหมดระดูไปแล้ว 10-20 ปี ซึ่งทำให้กระดูกหักได้ง่าย อาจเกิดแค่สะดุดขาเล็กน้อย หรือมีอุบัติเหตุเบาๆ แม้กระทั่งยกของ ก็ทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่ายๆเลยทีเดียว บริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ และกระดูกสะโพกเป็นบริเวณที่มักหักและพบในกลุ่มที่อยู่ในภาวะวัยทอง และการหักที่กระดูกสันหลังนั้นมักเป็นเกิดเป็นการยุบตัวลง ทำให้ตัวเตี้ยลงและหลังโก่งอีกด้วย

วิธีการแก้ไข/ลดอาการ: 

  • เลือกทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น พวกผักใบเขียวอย่างคะน้า บร๊อคโคลี่, งาดำ, ธัญพืชและถั่วต่างๆ, เต้าหู้ ฯลฯ 
  • ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 30 นาทีต่อครั้งนั้น จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อหัวใจ ปอด หลอดเลือด และกล้ามเนื้อต่างๆนร่างกาย 
  • หลีกเลี่ยงการทำงานหนักๆและยกของหนักๆเกินตัว
  • สามารถเลือกการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการหาแหล่งแคลเซี่ยมให้เพียงพอกับร่างกายในแต่ละวัน ซึ่งการทานอาหารเสริมแคลเซี่ยมในปัจจุบันนั้นสามารถเลือกผลิตภัณฑ์แคลเซี่ยมที่ผลิตจากธรรมชาติและมีประสิทธิภาพที่ดีในการดูดซึมเข้าไปใช้ในร่างกายได้อย่างเต็มที่ และไม่ตกค้างในร่างกาย เช่น แคลเซี่ยม แอล ทรีโอเนต (calcium L-Threonate) ที่ทำจากข้าวโพดที่เป็นแคลเซี่ยมชนิดที่มีงานวิจัยรับรองว่าเป็นแคลเซี่ยมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นแคลเซี่ยมชนิดที่ไม่ต้องพึ่งพาวิตามินดีในการดูดซึมเข้าร่างกาย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกอีกด้วย

5. โรคหัวใจ

เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนหมดไป ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ เพราะสัดส่วนของไขมันในเลือดการการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดและ ทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ และความเสี่ยงนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นตามอายุอีกด้วย และหากผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่ก่อนหน้าแล้ว ประกอบกับมีความดันโลหิตสูง น้ำหนักเกิน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและมีความเครียดมาก ก็มีโอกาสมากในการที่จะเกิดภาวะโรคหัวใจขาดเลือดได้

วิธีการแก้ไข/ลดอาการ: 

  • สำหรับผู้สูงวัย การตรวจร่างกายประจำปีเป็นสิ่งที่ควรทำทุกปี เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ เพื่อได้ทำการตรวจวัดความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำทุกปี 
  • ควรงดสูบบุหรี่ 
  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 30 นาทีต่อครั้ง 
  • ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป 
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เช่น ไขมันสัตว์ กระทิ ไข่แดง กุ้ง ปลาหมึก เป็นต้น

การดูแลและลดอาการวัยทองนั้นสามารถทำได้ โดยเฉพาะหากผู้มีอาการดูแลตนเองได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารที่ช่วยลดอาการวัยทอง ในรูปแบบการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกใช้ฮอร์โมนทดแทนการเลือกทานอาหารที่มีแหล่งของวิตามินบีรวม (B Complex) อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ หรือการหาอาหารเสริมวัยทอง ก็เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากดูแลตัวเองได้ง่ายๆ โดยการเลือกรับประทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลายรูปแบบ หลายยี่ห้อ หรือหลายแบรนด์ ที่มีจำหน่ายกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินวัยทอง สมุนไพรวัยทอง ยาปรับฮอร์โมนวัยทอง ยาแก้วัยทอง ฯลฯ แต่กระนั้นแล้ว แต่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ที่มีชื่อหลากหลายแตกต่างกันไป ก็จะวัตถุประสงค์หลักเดียวกันในการที่จะช่วยรักษาอาการวัยทอง หรือ ลดอาการวัยทอง ดังนั้นหากจะมีคำถามที่ต้องการทราบว่า อาหารเสริมวัยทองยี่ห้อไหนดี ก็คงจะไม่ได้คำตอบที่ดีที่สุดที่ถูกใจทุกคน แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรปฎิบัติคือ การขอคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะดีที่สุด

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -spot_img

เรื่องแนะนำ