ดิลสุดค้ม สินค้าสุขภาพและความงาม จากแบรนด์ดัง

12 ผักแคลเซี่ยมสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน หากินด่วน

แคลเซี่ยมเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการและจำเป็นต้องได้รับพอเพียง เพื่อเสริมสร้างกระดูกและข้อที่แข็งแรง ซึ่งจำเป็นสำหรับการมีสุขภาพเข่า ข้อ หรือกระดูกต่างๆที่แข็งแรงของร่างกายเรา 

เมื่อวัยล่วงเลยจากผู้ใหญ่และเริ่มเข้าสู่ภาวะสูงวัย จะเป็นช่วงที่แคลเซี่ยมในกระดูกถูกดึงออกมาใช้มากกว่าการถูกสร้าง โดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นตัวสำคัญในการสร้างแคลเซี่ยมในร่างกายจะทำให้ร่างกายสร้างแคลเซี่ยมได้ไม่พอต่อความต้องการของร่างกาย และจะเกิดการดึงแคลเซี่ยมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วและเกิดโรคกระดูกพรุนและโรคข้อเสื่อมได้ในที่สุด

การกินแคลเซี่ยมให้เพียงพอเป็นประจำ จึงสามารถช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม เข่าเสื่อมได้ ซึ่งลดความเสี่ยงที่ต้องทนต่อความเจ็บปวดที่มากจนอาจต้องผ่าตัดหัวเข่าในบางรายเลยทีเดียว ดังนั้น เราควรหาแคลเซี่ยมมากินเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคดีกว่าต้องมาแก้ไขกันทีหลัง 

12 อันดับ ผักแคลเซี่ยมสูงที่สุด ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

เราสามารถได้แคลเซี่ยมจากแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีราคาไม่แพง แถมเป็นแหล่งแคลเซี่ยมสูงได้มากมายหลายชนิด และหามากินกันได้ไม่ยาก 

1. ใบมะกรูด 

พืชผักสมุนไพรอย่างใบมะกรูดมีแคลเซี่ยมที่สูงมากถึง 1,672 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม แถมใบมะกรูดนั้นยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆที่ดีต่อร่างกายเราอีกด้วย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอและวิตามินซี ใบมะกรูดเป็นผักสมุนไพรที่ขาดไม่ได้ในอาหารไทยหลายจาน อย่างต้มยำ คั่วกลิ้ง ผัด และเครื่องแกง เป็นต้น

2. ชะพลู

ใบเล็กๆ แต่มีแคลเซี่ยมสูง ใบชะพลูให้แคลเซียมสูงถึง 601 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และใบชะพลูยังมีสรรพคุณในการลดปวดบวมของกล้ามเนื้อ และยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราได้หลายชนิดด้วย

3. ใบยอ

ใบยอ 100 กรัมมีแคลเซียมสูงถึง 469 มิลลิกรัม และถ้าเฉพาะเจาะจงว่าเป็นใบยอเล็ก จากจังหวัดปัตตานีแล้วล่ะก็ จะให้แคลเซียมสูงถึง 841 มิลลิกรัมทีเดียว นอกจากนี้ ใบยอก็ยังมีประโยชน์ต่อสายตา เพราะมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาได้ดีอีกด้วย

4. ผักแพว

หรือผักไผ่ เป็นหนึ่งในผักที่นิยมนำมากินกับแหนมเนือง มีแคลเซี่ยมสูง 573 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และผักแพวนั้นยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

5. ยอดแค

เป็นอีกหนึ่งผักที่หากินได้ไม่ยากในบ้านเรา ยอดแคให้แคลเซียมสูงถึง 395 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม จะนำมาทำเมนูยอดฮิตอย่างแกงส้ม หรือมาผัดน้ำมันหอยใส่หมูสับ ก็ได้แคลเซี่ยมเต็มๆ

6. ผักกระเฉด

ผักกระเฉดมีแคลเซี่ยม 387 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม นำมาผัดกับกระเทียม หรือทำยำผักกระเฉด ก็มั่นใจได้ว่าได้แคลเซี่ยมสูงจากธรรมชาติแน่นอน

7. สะเดา

ผักรสขมอย่างสะเดา มีสรรพคุณหลากหลาย มีแคลเซี่ยมให้แคลเซี่ยม 354 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม สะเดาเป็นผักที่สามารถนำมาต้มกินกับน้ำพริก หรือจัดเป็นสะเดาน้ำปลาหวาน ก็อร่อยไม่แพ้กัน สะเดาเป็นอาหารที่บำรุงธาตุไฟในร่างกาย ใบอ่อนของสะเดายังช่วยรักษาโรคผิวหนัง แผลพุพอง อีกด้วย

8. ใบโหระพา

ผักอย่างใบโหระพานั้นเหมาะจะกินแบบสดที่นำมาแนมกับการกินอาหารหลากหลายอย่าง เช่น กินกับแหนมเนือง ก๋วยเตี๋ยวเรือ หรือปลาเผา และก็นำมาปรุงในอาหารกินก็ได้รสชาติดี เช่น มะเขือยาวผัดใบโหระพาและใส่ต้มในหม้อจิ้มจุ่มก็อร่อยไม่แพ้กัน ใบโหระพาให้แคลเซี่ยมถึง 336 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม โหระพาเป็นผักใบเล็กแต่มีประโยชน์มาก เพราะมีวิตามินเอ วิตามินซี และธาตุเหล็กอยู่อีกด้วย

9. คะน้า

เป็นผักที่เราคุ้นเคยกันอย่างดีและน่าจะเคยกินกันแล้ว เพราะคะน้าในบ้านเรานั้นหาซื้อได้ง่าย และนำมาทำเมนูได้หลากหลายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวผัดยอดฮิต คะหน้าผัดปลาเค็ม ยำก้านคะน้า ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ฯลฯ ผักยอดฮิตอย่างคะน้ามีแคลเซี่ยมถึง 245 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมทีเดียว

10. ขี้เหล็ก

ใบขี้เหล็กและส่วนยอดของใบนั้นมีแคลเซียม 156 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และยังอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลจากโรคหวัดด้วย

11. กระถิน

ยอดอ่อนของกระถินให้แคลเซียม 137 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม กระถินเป็นผักหากินกันได้ง่ายในบ้านเรา และยังมากด้วยวิตามินเอที่ช่วยในเรื่องบำรุงสายตา แต่หากใครมีภาวะกรดยูริคสูง ก็ไม่แนะนำให้ทานยอดกระถินเพื่อเสริมแคลเซี่ยม เพราะผักกินยอดอย่างกระนั้นมีสารพิวรีนที่จะถูกย่อยจนกลายเป็นกรดยูริค

12. ตำลึง

ส่วนใบและยอดอ่อนของตำลึงนั้นมีแคลเซี่ยมถึง 126 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม นอกจากนี้ตำลึงยังมีวิตามินเอสูงที่ช่วยบำรุงสายตา บำรุงกระดูก เสริมภูมิต้านทานร่างกายได้อีกด้วย

แคลเซี่ยมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเรา หากได้รับแคลเซี่ยมไม่เพียงพอจนเกิดภาวะขาดแคลเซี่ยม จะส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุน และเกิดโรคข้อเสื่อม เข่าเสื่อมที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดตามมาได้ ดังนั้น เราจึงควรกินแคลเซี่ยมให้เพียงพอเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อม การหาแคลเซี่ยมจากแหล่งธรรมชาติอย่างผักแคลเซี่ยมสูงมากินกันในบ้านเรานั้นทำได้ไม่ยาก เพราะประเทศไทยจัดเป็นแหล่งเกษตรที่สมบูรณ์ ผักแคลเซี่ยมสูงบางชนิดก็สามารถหากินกันได้ตามรั้วบ้านโดยไม่ต้องหาซื้อ เช่น ยอดกระถินและตำลึง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -spot_img

เรื่องแนะนำ