<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เคล็ดลับสุขภาพ Health Tips.</title>
	<atom:link href="http://www.healthnet.in.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthnet.in.th</link>
	<description>เคล็ดลับสุขภาพ Health Tips.</description>
	<lastBuildDate>Wed, 27 Jan 2010 07:08:24 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>วิธีบรรเทาอาการปวดขาของสาวช็อปปิ้ง</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jan 2010 07:02:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[บรรเทาอาการปวด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีบรรเทาอาการปวดขา]]></category>
		<category><![CDATA[สาวช็อปปิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาการปวดขา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[ผู้หญิง กับการช็อปปิ้ง เป็นอะไรที่แยกออกจากกันไม่ได้จริงๆ จะเห็นได้ว่าคุณสาวๆ จะมีความสุขจนลืมทุกอย่างไปเลยเมื่อได้ช็อปปิ้ง ยิ่งช่วงที่มีการลดราคากระหน่ำ หรือมิดไนต์เซลตาม ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จนอาจลืมไปว่าร่างกายของเราจะต้องแบกรับน้ำหนักจากข้าวของที่พะรุงพะรังมาก มายแค่ไหน จนเป็นเหตุให้สาวนักช็อปหลายคนเกิดอาการเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตามมา
 นายแพทย์เกรียงไกร เบญจวงศ์เสถียร ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ปัญหาของสาวๆ ที่รักการช็อปปิ้งที่พบมากก็คือ
 ปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ และ หลังทำงานหนัก เกิดการหดเกร็ง เนื่องจากต้องแบกหรือถือถุงหนักๆ
 ปวดข้อมือ ชาตามปลายนิ้ว เนื่องจากการคล้องกระเป๋า หรือถุงต่างๆ บริเวณแขนและข้อมือ ทำให้เส้นประสาท ถูกกดทับ อาจเกิดอาการชาตามปลายนิ้วต่างๆ ได้ บางคนอาจปวดร้าวเหมือนถูกไฟชอร์ตวิ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นมากอาจทำให้มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งมือได้
 เอ็นอักเสบ โดยอาจเป็นที่เอ็นบริเวณข้อหัวไหล่ เอ็นบริเวณ ข้อศอก ปลอกหุ้มเอ็นบริเวณนิ้วอักเสบ และถ้าหิ้วถุงหนักมากๆ อาจทำให้ปลอกหุ้มเอ็นบริเวณนิ้วอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดพังผืด เกิดภาวะนิ้วล็อก (Trigger finger) แต่ถ้าใครรู้ตัวว่ายังไม่สามารถลด ละ เลิก การช็อปปิ้งได้ ก็ควรหาวิธีป้องกันอาการเจ็บปวดเหล่านี้ด้วยตัวเองง่ายๆ คือ
- หลีกเลี่ยงการใช้กระเป๋าใบใหญ่มาก เพราะจะยิ่งเผลอตัวใส่ของมากเกินไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/shopping.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-116" title="shopping" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/shopping-150x150.jpg" alt="shopping" width="150" height="150" /></a>ผู้หญิง กับการช็อปปิ้ง เป็นอะไรที่แยกออกจากกันไม่ได้จริงๆ จะเห็นได้ว่าคุณสาวๆ จะมีความสุขจนลืมทุกอย่างไปเลยเมื่อได้ช็อปปิ้ง ยิ่งช่วงที่มีการลดราคากระหน่ำ หรือมิดไนต์เซลตาม ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จนอาจลืมไปว่าร่างกายของเราจะต้องแบกรับน้ำหนักจากข้าวของที่พะรุงพะรังมาก มายแค่ไหน จนเป็นเหตุให้สาวนักช็อปหลายคนเกิดอาการเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตามมา</p>
<p><strong> <em><span style="color: #666699;">นายแพทย์เกรียงไกร เบญจวงศ์เสถียร ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี</span></em></strong> กล่าวว่า ปัญหาของสาวๆ ที่รักการช็อปปิ้งที่พบมากก็คือ</p>
<p><strong> <span style="color: #666699;">ปวดกล้ามเนื้อ</span></strong> เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ และ หลังทำงานหนัก เกิดการหดเกร็ง เนื่องจากต้องแบกหรือถือถุงหนักๆ</p>
<p><strong> <span style="color: #666699;">ปวดข้อมือ ชาตามปลายนิ้ว</span></strong> เนื่องจากการคล้องกระเป๋า หรือถุงต่างๆ บริเวณแขนและข้อมือ ทำให้เส้นประสาท ถูกกดทับ อาจเกิดอาการชาตามปลายนิ้วต่างๆ ได้ บางคนอาจปวดร้าวเหมือนถูกไฟชอร์ตวิ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นมากอาจทำให้มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งมือได้</p>
<p><strong> <span style="color: #666699;">เอ็นอักเสบ</span></strong> โดยอาจเป็นที่เอ็นบริเวณข้อหัวไหล่ เอ็นบริเวณ ข้อศอก ปลอกหุ้มเอ็นบริเวณนิ้วอักเสบ และถ้าหิ้วถุงหนักมากๆ อาจทำให้ปลอกหุ้มเอ็นบริเวณนิ้วอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดพังผืด เกิดภาวะนิ้วล็อก (Trigger finger) แต่ถ้าใครรู้ตัวว่ายังไม่สามารถลด ละ เลิก การช็อปปิ้งได้ ก็ควรหาวิธีป้องกันอาการเจ็บปวดเหล่านี้ด้วยตัวเองง่ายๆ คือ</p>
<p>- หลีกเลี่ยงการใช้กระเป๋าใบใหญ่มาก เพราะจะยิ่งเผลอตัวใส่ของมากเกินไป น้ำหนักก็จะมากตามไปด้วย เปลี่ยนมาเป็นกระเป๋าขนาดที่เหมาะสมกับรูปร่างของตัวเองจะดีกว่า</p>
<p>- ใช้บริการฝากของหรือใช้รถเข็นของที่ห้างสรรพสินค้าก็เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ</p>
<p>- เลือกใส่รองเท้าสบายๆ ยามที่เดิน ช็อปปิ้ง</p>
<p>- บริหารข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อศอก และไหล่ เพื่อป้องกันการเคล็ดหรือเอ็นอักเสบง่ายๆ เช่น ยืนชิดผนังแล้วใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ทาบและไต่ขึ้น &#8211; ลงบนผนัง 10 ครั้ง, หมุนข้อมือเป็นวงกลมซ้าย &#8211; ขวา 10 ครั้ง บริหารไหล่ หมุนแขนไปข้างหน้า &#8211; หลัง เป็นวงกลม ข้างละ 10 ครั้ง</p>
<p>- หากรู้สึกปวดกล้ามเนื้อมาก ใช้แผ่นประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดบวมใน 1 &#8211; 2 วันแรก หลังจากนั้นใช้แผ่นประคบร้อนพร้อมยืดกล้ามเนื้อเบาๆ หรือจะใช้ยานวด หรือรับประทานยาแก้ปวดบรรเทาด้วยก็ได้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ<br />
<span id="more-115"></span><br />
<strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินอย่างไรให้ผิวสุขภาพดี</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 06:57:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผิว]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวสุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพผิว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=112</guid>
		<description><![CDATA[พ.ญ.กานต์ ชนก พานิช กรรมการผู้จัดการ กานต์ชนกคลินิก ให้ความรู้ถึงการรักษาผิวสวยของสาวๆ ทุกวัย ที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหาร โดยเน้นสารกลูต้าไธโอนเป็นพิเศษ เพราะสารตัวนี้เป็นโฮโมนชนิดหนึ่งที่ตับเป็นผู้สร้าง มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนต์) เซลล์ไม่ถูกทำลาย กลายเป็นเซลล์ที่แข็งแรง ส่งผลให้เซลล์ใต้ผิวหนังแข็งแรงตามไปด้วย ทำให้เม็ดสีลดลง ผิวจึงขาวขึ้น
แหล่งกลูต้าไธโอนมีอยู่ในสารสกัดจากธรรมชาติมากมาย ที่เด่นๆ คือ เปลือกสนฝรั่งเศส หากเป็นเปลือกสนสีส้มอ่อนจะมีคุณสมบัติในการแอนตี้ออกซิแดนต์ทำให้ขาวได้ เนื่องจากพืช ตระกูลเปลือกสนมีคุณสมบัติช่วยเปิดเส้นเลือดหัวใจ ช่วยทำลายพลักหรือคราบไขมันที่เกาะในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่ยืดหยุ่น เกิดภาวะการอุดตัน เส้นเลือดตีบลง ทำให้ส่งผ่านเลือดไปสู่หัวใจได้น้อยลง
กลูต้าไธโอนในธรรมชาติมีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ในข้าวซ้อมมือของไทยเรานี่เอง กินข้าวซ้อมมือวันละ 3 มื้อ เราจะได้กลูต้าไธโอนธรรมชาติ ที่ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนี้ยังพบในผัก ผลไม้ อาทิ แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น ผลอะโวคาโด สำหรับเนื้อสัตว์พบในปลา และเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ฯลฯ
 &#8220;You are what you eat&#8221; หรือ กินเช่นไรได้เช่นนั้น ยังคงเป็นประโยคที่หลายๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/fruit_2.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-28" title="fruit_2" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/fruit_2-150x150.jpg" alt="fruit_2" width="150" height="150" /></a>พ.ญ.กานต์ ชนก พานิช กรรมการผู้จัดการ กานต์ชนกคลินิก ให้ความรู้ถึงการรักษาผิวสวยของสาวๆ ทุกวัย ที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหาร โดยเน้นสารกลูต้าไธโอนเป็นพิเศษ เพราะสารตัวนี้เป็นโฮโมนชนิดหนึ่งที่ตับเป็นผู้สร้าง มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนต์) เซลล์ไม่ถูกทำลาย กลายเป็นเซลล์ที่แข็งแรง ส่งผลให้เซลล์ใต้ผิวหนังแข็งแรงตามไปด้วย ทำให้เม็ดสีลดลง ผิวจึงขาวขึ้น</p>
<p>แหล่งกลูต้าไธโอนมีอยู่ในสารสกัดจากธรรมชาติมากมาย ที่เด่นๆ คือ <strong>เปลือกสนฝรั่งเศส</strong> หากเป็นเปลือกสนสีส้มอ่อนจะมีคุณสมบัติในการแอนตี้ออกซิแดนต์ทำให้ขาวได้ เนื่องจาก<strong>พืช ตระกูลเปลือกสนมีคุณสมบัติช่วยเปิดเส้นเลือดหัวใจ ช่วยทำลายพลักหรือคราบไขมันที่เกาะในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่ยืดหยุ่น เกิดภาวะการอุดตัน เส้นเลือดตีบลง ทำให้ส่งผ่านเลือดไปสู่หัวใจได้น้อยลง</strong><strong></strong></p>
<p>กลูต้าไธโอนในธรรมชาติมีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ใน<strong>ข้าวซ้อมมือ</strong>ของไทยเรานี่เอง กินข้าวซ้อมมือวันละ 3 มื้อ เราจะได้กลูต้าไธโอนธรรมชาติ ที่ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนี้ยังพบในผัก ผลไม้ อาทิ <strong>แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น ผลอะโวคาโด</strong> สำหรับเนื้อสัตว์พบใน<strong>ปลา และเนื้อแดง</strong> เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ฯลฯ</p>
<p><strong> &#8220;</strong><strong>You are what you eat&#8221;</strong> หรือ<strong><em> กินเช่นไรได้เช่นนั้น</em></strong> ยังคงเป็นประโยคที่หลายๆ คนเห็นด้วย หากรวมอาหารนี้ไว้ในมื้ออาหารที่เรารับประทาน ก็จะได้ผิวพรรณที่สวยสมบูรณ์แบบ</p>
<p><strong> 1. ส้ม</strong> อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนวัย<br />
<strong>2. มะนาว</strong> อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีประโยชน์ ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย<br />
<strong>3. แครอต</strong> ให้คุณค่าเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ อาหารที่จำเป็นสำหรับผิว<br />
<strong>4. กีวี</strong> ประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน<br />
<strong>5. อะโวคาโด</strong> อุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยบำรุงผิว การกินอะโวคาโดวันละผล ให้วิตามินอีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันได้<br />
<strong>6. โยเกิร์ต</strong> ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ<strong><br />
7. เมล็ดถั่วต่างๆ</strong> อุดมด้วยโปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับผิวสวย<br />
<strong>8. งา</strong> อุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี และโพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูสดใสอ่อนวัยอยู่เสมอ<br />
<strong>9. ผักโขม</strong> อุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอมชมพูดูมีสุขภาพดี และ 10.ปลาอุดมไขมัน เช่น ปลาแซลมอน น้ำมันปลาช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น<br />
<span id="more-112"></span><br />
<strong> <span style="color: #808000;">อาหารทำลายผิว ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ </span></strong></p>
<p><strong> 1. มาร์การีน และน้ำตาล</strong> เป็นตัวการที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยมากขึ้<strong><br />
2. อาหารทอด</strong> เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันทำให้เกิดสิ<br />
<strong>3. กาเฟอีน</strong> เป็นสารที่ดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นจากร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น 4.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และในกรณีที่แพ้จะทำให้ผิวเป็นผื่นแดงด้วย</p>
<p>การ ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณของเราอย่างครบถ้วนสม่ำเสมอ เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก การที่เราจะมีผิวพรรณที่ขาวใสได้นั้นต้องเริ่มมาจากสุขภาพดีก่อน นั่นหมายถึงอวัยวะภายในต้องดี ผิวเนื้อ ผิวกาย ผิวเซลล์ต้องแข็งแรง เพราะถ้าเซลล์แข็งแรง เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น เลือดไหลเวียนดีแล้วส่งออกซิเจนไปถึงผิว จะทำให้เรามีผิวพรรณที่ขาวสดใส หรือเรียกว่าสุขภาพผิวดีนั่นเอง</p>
<p>ความ งามจากภายในสู่ภายนอกเป็นสิ่งสำคัญที่ให้เรามีความสวยอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ และการรับประทานอาหารที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อผิวสวยและสุขภาพที่ดีจะได้อยู่คู่กับตัวเราไปนานๆ</p>
<p><strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์ข่าวสด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วิตามินซี&#8221; กินเสริมดีหรือไม่</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jan 2010 06:33:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กินวิตามินซี]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินซี]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมวิตามินซี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=109</guid>
		<description><![CDATA[ตอน เด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้
ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย
ถาม ว่าวิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้
โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอน เด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้</p>
<p>ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ</p>
<p><strong>นพ.กฤษดา</strong> กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย</p>
<p>ถาม ว่าวิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้</p>
<p>โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees แทน</p>
<p>สำหรับ ความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง</p>
<p>อาหาร ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย</p>
<p>นอก จากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ ปลาทะเลดิบ มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี<br />
<span id="more-109"></span><br />
กลุ่ม คนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึง ต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อ ว่า คอติซอล</p>
<p>กินวิตามินซีมากไปมีผลเสียหรือไม่? นพ.กฤษ ดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย</p>
<p>ส่วน อาการเตือนในช่วง แรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม</p>
<p>อย่าง ไรก็ตามไม่ต้อง ตระหนกอกสั่นกับ วิตามินซีเป็นพิษ มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง</p>
<p><strong>ที่มา</strong><strong>:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีดูแลเส้นผม</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Jan 2010 06:25:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลเส้นผม]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีดูแลเส้นผม]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นผม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[“ผม” หมาย ถึงเส้นผมที่อยู่บนหนังศีรษะมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสีย ความร้อน และผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อจิตใจของคน ใครที่พบกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ผมหงอก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางใจ เช่น ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้
สาเหตุของปัญหาผม
 
ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้
แชมพู
ปัจจัย หนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าสารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่ง ให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลผม (รวมถึงรากผม เซลสร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลผิวหนัง เมื่อใช้บ่อยๆจะยิ่ง กระด้าง แห้ง แข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง  และ ทำให้หนังศีรษะมัน มากขึ้นเนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรงและจะชะล้างไขมันตาม ธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/hair_01.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-106" title="stk68192cor" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/hair_01-300x300.jpg" alt="stk68192cor" width="300" height="300" /></a>“ผม”</strong> หมาย ถึงเส้นผมที่อยู่บนหนังศีรษะมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสีย ความร้อน และผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อจิตใจของคน ใครที่พบกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ผมหงอก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางใจ เช่น ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>สาเหตุของปัญหาผม</strong></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>แชมพู</strong></span></p>
<p>ปัจจัย หนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าสารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่ง ให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลผม (รวมถึงรากผม เซลสร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลผิวหนัง เมื่อใช้บ่อยๆจะยิ่ง กระด้าง แห้ง แข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง  และ ทำให้หนังศีรษะมัน มากขึ้นเนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรงและจะชะล้างไขมันตาม ธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) จึงทำให้ร่างกายต้องขับไขมันออกมาชดเชยมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของคนที่หนังศีรษะมันยิ่งสระผมหนังศีรษะก็ยิ่งมัน บางรายเกิดการระคายเคืองเซลผิวชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดเป็น รังแค แต่ ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้  ซึ่งแชมพูประเภทนี้นอกจากจะมีสาร SLS แล้ว ยังผสมสารยับยั้งการเจริญเติบโตที่มากผิดปกติของเซลชั้นหนังกำพร้า แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้อาการที่เป็นก็กลับมาเป็นอีก ทำให้เซลผิวต้องสัมผัสกับสารเคมี และถูกกดการทำงานอยู่ตลอด ทำให้เป็น รังแคเรื้อรัง</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ครีมนวดผม/ทรีทเม้นท์หมักผม</strong></span></p>
<p>สำหรับผู้ที่ชอบให้ผมนิ่มลื่น อาจยังไม่รู้ถึงพิษภัยจากสารกลุ่มซิลิโคน (มักมีชื่อลงท้ายด้วย “thicone”) เช่น ไซเมทธิโคน (Simethicone) ไดเอทธิโคน (Diethicone) หรือ อื่นๆ เป็นสารเคลือบเส้นผมทำให้ผมนิ่มลื่น เป็นมันวาว มีสปริง หวีง่าย แต่จะตกค้าง เคลือบรูเส้นผม เมื่อใช้ต่อเนื่องนานๆจะเกิดการสะสมอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลผมทำงานผิดปกติ การขับของเสีย การดูดซึมสารอาหารลดลง และทำให้ ผมร่วง เมื่อใช้ในระยะยาว</p>
<p><strong> <span style="color: #800000;">ที่เลี่ยงยาก</span></strong>คือ สารเพิ่มฟอง เพิ่มความข้น ตัวฉกาจที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คือ DEA (ได เอทธานอลาไมด์) ซึ่งเกรงกันว่าอาจก่อ มะเร็ง จนในบางประเทศต้องให้ยกเลิกการใช้ สารอีกกลุ่มที่อาจก่อให้เกิด การแพ้ จากการใช้เป็นประจำแต่คนก็ชอบใช้คือ กลิ่นสังเคราะห์หอมๆ  สีสังเคราะห์สวยๆ  และลาโนลิน (Lanolin)<br />
<span id="more-105"></span><br />
<span style="color: #800000;"><strong>Demodex ไรขนที่คุณอาจไม่รู้</strong></span></p>
<p>อีกสาเหตุหนึ่งที่คุณอาจไม่รู้คือ ไรขน (Demodex) ซึ่ง ติดต่อโดยการสัมผัส ตัวไรแพร่พันธุ์ อาศัยอยู่และแย่งกินสารอาหารที่รากผมทำให้ผมขาดสารอาหาร ผมจึงมี ขนาดเล็ก บางลง สีจางลง ขาดความมีชีวิตชีวา และหงอก นอกจากนั้นยังอาจทำลายโครงสร้างของเซลผม ทำให้ ผมร่วง หรือ หงิกงอ</p>
<p>เมื่อตัวไรคืบคลานไปบนหนังศีรษะหรือผิวโดยเฉพาะเวลากลางคืนจะทำให้ท่านที่มีประสาทไว (Sensitive) รู้สึก คันยิบๆ ขณะเดินทางมันจะปล่อยของเสีย และทิ้งคราบที่ลอกออกมา ทำให้เกิดขยะบนหนังศีรษะ หรือผิวหนังของเรา ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรีย ไวรัส และริกเก็ทเซียที่เกาะอยู่ตามข้อต่อเล็กๆ ของขาตัวไร จึงก่อให้เกิดการติดเชื้ออักเสบเป็น สิว หรือ ตุ่มแดง บนหนังศีรษะ และที่สำคัญ หากร่างกายเกิดการต่อต้านของเสียที่ตัวไรขับออกมา และซากตัวไรที่ตาย ทำให้เกิดปฏิกิริยา แพ้ (Sensitization) เช่น แพ้เครื่องสำอาง สบู่ หรือแม้แต่เหงื่อของตัวเอง</p>
<p>และ เนื่องจากที่ขาของตัวไรมีเล็บแหลมคมสำหรับเกี่ยวจึงทำให้ผิวหนังเกิดการ ระคายเคืองและมีปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการสร้างผนังเซลผิวชั้นนอกขึ้นอย่างรวดเร็ว(Proliferation of Epithelium) ทำให้ผนังเซลพอกหนาและหลุดร่อนออกมาเร็วกว่าปกติเกิดเป็น รังแคหรือ สะเก็ด บนหนังศีรษะ</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก</strong>: นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 258</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาวๆเลือกเครื่องสำอางอย่างไรให้ปลอดภัย</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 04:06:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Women Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอางปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกเครื่องสำอางอย่างไรให้ปลอดภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[ภญ.วิมล อนันต์สกุลวัฒน์ เภสัชกรฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช ใจดีแนะกลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการเลือกซื้อเครื่องสำอางว่า ก่อนอื่นต้องดูเลยว่าเป็นเครื่องสำอางเถื่อนหรือไม่ หากดูแล้วว่าไม่มีการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อย่าซื้อเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องสำอางเถื่อนเหล่านี้จะผสมสารต้องห้ามที่มีพิษต่อร่างกาย 
 
 ถัด มาให้ดูวันหมดอายุ และเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ นั้นๆ จากนั้นก็มาดูส่วนผสม ซึ่งจะบอกได้ว่าในเครื่องสำอางที่เรากำลังจะควักเงินซื้อนั้น มีส่วนผสมที่เราแพ้หรือไม่ อีกส่วนที่ควรใส่ใจก็คือ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ที่อยู่ หรือบริษัทผู้นำเข้า ในกรณีที่เกิดอันตรายจากเครื่องสำอางนั้น จะได้โทรไปสอบถามหรือร้องเรียนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้ 
 
 “สิ่ง ที่ขาดไม่ได้ที่ไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญนักก็คือการอ่านฉลากวิธีใช้ ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ใช้ที่จุดไหนของร่างกาย เพื่อให้ใช้ได้ถูกต้อง ส่วนคนที่แพ้ง่ายแนะนำว่า ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ซึ่งเครื่องสำอางหลายยี่ห้อจากต่างประเทศ จะมีระบุชัดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ว่า “Alcohol Free” แปลว่าในเครื่องสำอางชิ้นนั้นปราศจากแอลกอฮฮล์ แต่เครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีแจ้งแบบนี้”
 
 ได้ แนะวิธีการทดสอบการแพ้เครื่องสำอางด้วยตัวเองง่ายๆ ว่า มีเครื่องสำอางหลายประเภทที่แม้จะเป็นยี่ห้อดี ยี่ห้อดัง มีตรารับรองมาตรฐาน แต่ดันไม่ถูกกับผิวของเราเสียนี่ เหตุผลก็เพราะเป็นที่ผิวของเราที่มีปฏิกิริยาไวต่อสารเคมีเป็นพิเศษนั่นเอง แต่ใครจะแพ้อะไรนั้น เป็นเรื่องของใครของมัน ต้องทดสอบด้วยตนเอง และเมื่อทราบว่าแพ้แล้วก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองแพ้อะไร คราวหน้าก่อนซื้อจะได้อ่านฉลากดูส่วนผสมให้มั่นใจเสียก่อนว่าไม่มีสารที่เรา แพ้ก่อนจะควักกระเป๋าซื้อมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #993300;"><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">ภญ.วิมล อนันต์สกุลวัฒน์ เภสัชกรฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช</span></strong></span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span style="color: #993300;"> </span>ใจดีแนะกลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการเลือกซื้อเครื่องสำอางว่า ก่อนอื่นต้องดูเลยว่าเป็นเครื่องสำอางเถื่อนหรือไม่ หากดูแล้วว่าไม่มีการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อย่าซื้อเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องสำอางเถื่อนเหล่านี้จะผสมสารต้องห้ามที่มีพิษต่อร่างกาย</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> ถัด มาให้ดูวันหมดอายุ และเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ นั้นๆ จากนั้นก็มาดูส่วนผสม ซึ่งจะบอกได้ว่าในเครื่องสำอางที่เรากำลังจะควักเงินซื้อนั้น มีส่วนผสมที่เราแพ้หรือไม่ อีกส่วนที่ควรใส่ใจก็คือ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ที่อยู่ หรือบริษัทผู้นำเข้า ในกรณีที่เกิดอันตรายจากเครื่องสำอางนั้น จะได้โทรไปสอบถามหรือร้องเรียนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> “<span lang="TH">สิ่ง ที่ขาดไม่ได้ที่ไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญนักก็คือการอ่านฉลากวิธีใช้ ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ใช้ที่จุดไหนของร่างกาย เพื่อให้ใช้ได้ถูกต้อง ส่วนคนที่แพ้ง่ายแนะนำว่า ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ซึ่งเครื่องสำอางหลายยี่ห้อจากต่างประเทศ จะมีระบุชัดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ว่า </span><span style="color: #993300;"><strong>“Alcohol Free”</strong> </span><span lang="TH">แปลว่าในเครื่องสำอางชิ้นนั้นปราศจากแอลกอฮฮล์ แต่เครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีแจ้งแบบนี้</span>”</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> ได้ แนะวิธีการทดสอบการแพ้เครื่องสำอางด้วยตัวเองง่ายๆ ว่า มีเครื่องสำอางหลายประเภทที่แม้จะเป็นยี่ห้อดี ยี่ห้อดัง มีตรารับรองมาตรฐาน แต่ดันไม่ถูกกับผิวของเราเสียนี่ เหตุผลก็เพราะเป็นที่ผิวของเราที่มีปฏิกิริยาไวต่อสารเคมีเป็นพิเศษนั่นเอง แต่ใครจะแพ้อะไรนั้น เป็นเรื่องของใครของมัน ต้องทดสอบด้วยตนเอง และเมื่อทราบว่าแพ้แล้วก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองแพ้อะไร คราวหน้าก่อนซื้อจะได้อ่านฉลากดูส่วนผสมให้มั่นใจเสียก่อนว่าไม่มีสารที่เรา แพ้ก่อนจะควักกระเป๋าซื้อมา</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> ส่วน ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายหรือกลัวจะแพ้เครื่องสำอางที่อยากซื้อ เภสัชกรหญิงแห่ง รพ.ศิริราช ก็มีวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยากและเป็นวิธีที่ถูกต้องมาฝาก ก็คือให้ นำเครื่องสำอางที่ต้องการจะซื้อ มาป้าย ฉีด ยา หรือทา ลงบริเวณผิวเนื้ออ่อนๆ อย่างหลังใบหูหรือท้องแขน</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> “<span lang="TH">เคล็ด ลับอยู่ที่ใช่ว่าเทสต์ปุ๊บจะขึ้นปั๊บ เพราะอาการแพ้อย่างน้อยที่สุดจะต้องใช้เวลา 20 &#8211; 30 นาที ผิวหนังบริเวณนั้นจึงจะมีปฏิกิริยา เช่น เกิดรอยแดง ผื่น หรือรู้สึกระคายเคืองดังนั้นหากจะเทสต์จริงๆ ไปขอเทสต์ก่อน จากนั้นไปเดินดูของอื่นๆ จนจะกลับ หากผิวไม่แพ้จึงค่อยกลับไปซื้อ ทิ้งระยะให้สารเคมีทำปฏิกิริยาสักนิดนะคะ</span>” <span lang="TH">ภญ.วิมลทิ้งท้าย</span></span><br />
<span id="more-101"></span><br />
<span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">ที่มา:</span></strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> หนังสือพิมพ์ </span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">ASTV<span lang="TH">ผู้จัดการ</span></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อันตราย &#8216;เครื่องสำอาง&#8217; ผิดกฎหมาย</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 03:53:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Women Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผิดกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอางผิดกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอางอันตราย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;อยากสวย!!!&#8221; 
นี่คือปรารถนาสุดยอดในใจของสาวๆ เกือบทั้งโลก ยุคนี้สาวๆ ใจกล้าบางคนพึ่งพามีดคมกริบของหมอศัลยแพทย์ ในขณะที่แทบทุกคนอาศัย &#8220;เครื่องสำอาง&#8221; ในการตกแต่งใบหน้ารวมถึงผิวพรรณด้วยหลัก &#8220;เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อย&#8221; ทำให้ตลาดคอสเมติกของโลกขยายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสนอง Supply ให้ทันต่อ Demand ซึ่งนั่นส่งผลให้มีการผลิตเครื่องสำอางออกมานับหมื่นนับแสนชนิด จากทั้งยี่ห้อระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงระดับ &#8220;แบกะดิน&#8221;
 ภญ.พรพรรณ สุนทรธรรม เภสัชกรชำนาญการพิเศษ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ผื่นคันที่ผิวหนัง ไปจนถึงขั้นอักเสบ และในกรณีเครื่องสำอางผิดกฎหมายที่ผสมสารมีพิษลงไปอาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน ถึงขึ้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
&#8220;แม้ แต่เครื่องสำอางที่มีการรับรองคุณภาพ หากไม่ถูกกับผิวก็มีโอกาสแพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งในกรณีเครื่องสำอางเถื่อน ไม่ได้มาตรฐาน และมีการผสมสารต้องห้ามผิดกฎหมายลงไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันตรายมากจนชนิดคิดไม่ถึง&#8221;
 น้ำยาทำสีผม &#8211; น้ำยาดัดผม
เภสัชกร ชำนาญการพิเศษรายนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่ใช้สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย ที่มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้แพ้ โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนบนสุดของร่างกายอย่าง &#8220;ผม&#8221; &#8220;ผลิตภัณฑ์ ย้อมผมชนิดสีติดทนหรือย้อมถาวรและผลิตภัณฑ์ดัดผม ประกอบด้วยสารเคมีที่แรง และมีความเป็นด่าง หากใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผล หรือโรคผิวหนัง จะเกิดการแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ เป็นเครื่องสำอางที่ต้องระวังมาก เพราะมีโอกาสแพ้สูง แต่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/oy.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-97" title="แผ่นพับแสดงผลร้ายของการใช้เครื่องสำอางเถื่อนของ อย." src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/oy-300x174.jpg" alt="oy" width="300" height="174" /></a>&#8220;อยากสวย!!!&#8221; </strong></span></p>
<p>นี่คือปรารถนาสุดยอดในใจของสาวๆ เกือบทั้งโลก ยุคนี้สาวๆ ใจกล้าบางคนพึ่งพามีดคมกริบของหมอศัลยแพทย์ ในขณะที่แทบทุกคนอาศัย <strong>&#8220;เครื่องสำอาง&#8221;</strong> ในการตกแต่งใบหน้ารวมถึงผิวพรรณด้วยหลัก <strong>&#8220;เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อย&#8221;</strong> ทำให้ตลาดคอสเมติกของโลกขยายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสนอง Supply ให้ทันต่อ Demand ซึ่งนั่นส่งผลให้มีการผลิตเครื่องสำอางออกมานับหมื่นนับแสนชนิด จากทั้งยี่ห้อระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงระดับ <strong>&#8220;แบกะดิน&#8221;</strong></p>
<p><strong> ภญ.พรพรรณ สุนทรธรรม เภสัชกรชำนาญการพิเศษ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</strong> ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ผื่นคันที่ผิวหนัง ไปจนถึงขั้นอักเสบ และในกรณีเครื่องสำอางผิดกฎหมายที่ผสมสารมีพิษลงไปอาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน ถึงขึ้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว</p>
<p>&#8220;แม้ แต่เครื่องสำอางที่มีการรับรองคุณภาพ หากไม่ถูกกับผิวก็มีโอกาสแพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งในกรณีเครื่องสำอางเถื่อน ไม่ได้มาตรฐาน และมีการผสมสารต้องห้ามผิดกฎหมายลงไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันตรายมากจนชนิดคิดไม่ถึง&#8221;</p>
<p><span style="color: #333399;"> <strong>น้ำยาทำสีผม &#8211; น้ำยาดัดผม</strong></span></p>
<p>เภสัชกร ชำนาญการพิเศษรายนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่ใช้สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย ที่มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้แพ้ โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนบนสุดของร่างกายอย่าง &#8220;ผม&#8221; &#8220;ผลิตภัณฑ์ ย้อมผมชนิดสีติดทนหรือย้อมถาวรและผลิตภัณฑ์ดัดผม ประกอบด้วยสารเคมีที่แรง และมีความเป็นด่าง หากใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผล หรือโรคผิวหนัง จะเกิดการแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ เป็นเครื่องสำอางที่ต้องระวังมาก เพราะมีโอกาสแพ้สูง แต่ ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำสีผมเอง มักจะไปใช้บริการร้านเสริมสวย ซึ่งลูกค้าจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ หรือแม้ช่างเสริมสวยก็อาจมองข้ามคำเตือนเหล่านี้  เนื่อง จากทั้งผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดสีติดทนและผลิตภัณฑ์ดัดผมมีความเป็นด่าง เมื่อใช้แล้วหนังศีรษะอาจมีความอ่อนแอช่วงขณะหนึ่ง ดังนั้นหากจะใช้ 2 ผลิตภัณฑ์นี้ต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างกันประมาณ 15 วันเพื่อให้หนังศีรษะแข็งแรงพอที่จะรับสภาพได้ มิฉะนั้นอาจเกิดการแพ้ที่รุนแรงได้&#8221;</p>
<p><span style="color: #333399;"><strong>ครีมหน้าขาว &#8211; หน้าเด้ง</strong></span></p>
<p>ถัดมาที่บริเวณใบหน้ากันบ้าง ภญ.พรพรรณระบุว่า เป็นสิ่งที่ห่วงที่สุด และทาง อย. เองก็พยายามรณรงค์ให้ข้อมูลมาตลอด เพราะถ้าพูดถึงใบหน้าแล้ว คุณสาวๆ ทั้งหลายร้อยทั้งร้อยย่อมอยากจะมีใบหน้าที่ขาวนวลชวนมอง เครื่องสำอางที่ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกใช้ก็คือกลุ่มที่เรียกว่า &#8220;ครีมหน้าเด้ง&#8221; &#8220;มี ครีมที่ผู้ผลิตโฆษณาว่าทาแล้วจะลดสิวฝ้าหน้าใสเด้งอยู่เป็นจำนวนมากในท้อง ตลาด ที่มีส่วนผสมของสารที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง อย. ตรวจพบว่ามีการลักลอบใช้สาร 3 ชนิดที่พิสูจน์ชัดแล้วว่าอันตราย คือ สารปรอท อันตรายที่เกิด คือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดงผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของปรอท ที่สำคัญที่น่ากลัวมากคือ ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ&#8221; สำหรับ สารพิษตัวที่ 2 คือไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ที่สำคัญคือ ทำให้ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย ส่วนตัวสุดท้ายคือกรดวิตามิน มีชื่อพ้อง คือ เรทติโนอิกแอสิด และเตรทติโน อันตรายที่เกิด คือ ใช้แล้วหน้าแดง ระคายเคืองแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกรุนแรง แต่ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดคือครีมเหล่านี้ อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้</p>
<p><span style="color: #333399;"> <strong>ลิปสติก &#8211; </strong><strong>Tint </strong></span></p>
<p>ภญ.พรพรรณให้  ภาพเครื่องสำอาง  ยอด ฮิตอย่าง &#8220;ลิปสติก&#8221; ว่าหน้าที่หลักของลิปสติกคือทาปากให้เป็นสีต่างๆ ส่วนประกอบสำคัญของลิปสติกก็คือสี ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานและมีการรับรอง ก็ยังพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยแพ้สีรวมไปถึงสารประกอบในลิปสติก ทำให้ไม่สามารถจะทาลิปสติกได้ &#8220;ลิปสติก เป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับริมฝีปาก มีโอกาสเข้าปากหรือกลืนกินเข้าไปได้ง่าย ดังนั้น การเลือกซื้อต้องระมัดระวัง และในส่วนของลิปสติกเถื่อนนั้น ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ลิปสติกที่ไม่มีฉลากภาษาไทยของ อย. พบสีหลายชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง&#8221; เภสัชกรหญิงแห่ง อย. รายนี้บอกเล่าถึงเครื่องสำอางที่ใช้กับปากอีกตัวอย่าง &#8220;เจลทาปาก&#8221; หรือ Tint ที่ เคยเป็นข่าวว่าวัยรุ่นนิยมใช้ทาริมฝีปากด้านในว่าใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าดูแล้วว่าผิดกฎหมายในเบื้องต้นเรื่องฉลาก เมื่อพบแล้วห้ามซื้อมาใช้ เพราะการทาริมฝีปากด้านใน มีโอกาสกลืนกินมาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย นอกจากเรื่องสีที่ไม่อนุญาต อาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่วจะยิ่งอันตรายมากขึ้น<br />
<span id="more-96"></span><br />
<span style="color: #333399;"> <strong>ครีม &#8211; โลชั่นทาผิว &#8211; บำรุงผิว</strong></span></p>
<p>เป็น อีกกลุ่มหนึ่งที่มีรายงานการแพ้ค่อนข้างสูง ภญ.พรพรรณอธิบายถึงสาเหตุที่กลุ่มนี้ได้รับรายงานมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มเครื่องสำอางกลุ่มใหญ่ หลากหลายประเภท ทั้งใช้กับผิว ใบหน้า บอดี้หรือใช้เฉพาะที่อย่างตา ฝ่ามือฝ่าเท้า, ชนิด ที่มีทั้งแบบกลางวันกลางคืน มีแดด ไม่มีแดด และยี่ห้อที่มีสารพัดซึ่งจากรายงานที่ทาง อย. ได้รับ พบว่าอาการแพ้ที่พบมีหลากหลาย ตั้งแต่มีผื่นคันเล็กน้อย จนถึงขั้นผิวอักเสบ สาเหตุการแพ้มีหลากหลาย ทั้งเป็นการแพ้เฉพาะบุคคล เช่น แพ้น้ำหอม หรือสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบ</p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: blue; font-size: 10pt;" lang="TH">ที่มา:</span></strong><span style="font-family: Tahoma; color: blue; font-size: 10pt;" lang="TH"> หนังสือพิมพ์</span><span style="font-family: Tahoma; color: blue; font-size: 10pt;">ASTV <span lang="TH">ผู้จัดการ</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>13 เคล็ดลับดูแลสุขภาพ</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Jan 2010 04:01:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[1. แคลอรี่เยอะ เสื่อมเร็ว การรับประทานอาหารที่ให้แคลอรี่สูงจะทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญสารอาหารมาก ก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อาหารที่เรารับประทานไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต สุดท้ายก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาล ถ้าร่างกายรับแคลอรี่หนักทุกมื้อ ย่อมส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงๆ ต่ำๆ ร่างกายต้องหลั่งสารอินซูลินตลอดเวลาเพื่อนำน้ำตาลไปเก็บไว้ในเซลล์ คนที่มีไลฟ์สไตล์แบบนี้ย่อมเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่ง ทำให้แก่เร็ว สมัยก่อนการกินอาหารเน้นแป้งและน้ำตาล รองลงมาคือ โปรตีน ผักผลไม้และไขมัน แต่ถ้าต้องการรับประทานอาหารให้ดีไม่ให้แก่เร็ว ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะสิ่งที่ควรกินมากที่สุดคือ น้ำบริสุทธิ์ 1 &#8211; 2 ลิตรต่อวัน เน้นผักผลไม้ อาหารกลุ่มโปรตีนมีประโยชน์ ไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า 3, 6 และ 9 ส่วนสิ่งที่ควรกินให้น้อยที่สุดให้น้อยที่สุด คือ ไขมันอิ่มตัวที่มีอยู่ในแป้งและน้ำตาล
 2. กินหลากแหล่ง เลือกผักออร์แกนิกหรือจากหลากแหล่งผลิต เพราะเราไม่รู้ว่าแหล่งปลูกมีสารปนเปื้อนหรือไม่ วิธีนี้ช่วยลดการสะสมสารบางอย่างในร่างกาย เพราะมีงานวิจัยบ่งชี้ว่า การลดการกินอาหารที่มีสารพิษไม่ให้ผลดีเท่ากับกินอาหารจากหลากแหล่งผลิต
 3. ร้อนไปไม่ดี กรอบไปไม่เวิร์ค หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการร้อนจัดหรือทอดจนกรุบกรอบ นอกจากจะสูญเสียคุณค่าสารอาหารแล้ว ยังเพิ่มสารก่อมะเร็งมากขึ้นด้วย สู้เปลี่ยนมากินอาหารออร์แกนิกหรือผ่านกรรมวิธีนึ่งหรือต้มจะดีกว่า
 4. ลดคาเฟอีน ปกติร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญนำเลือดไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1. แคลอรี่เยอะ เสื่อมเร็ว</strong></span> การรับประทานอาหารที่ให้แคลอรี่สูงจะทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญสารอาหารมาก ก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อาหารที่เรารับประทานไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต สุดท้ายก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาล ถ้าร่างกายรับแคลอรี่หนักทุกมื้อ ย่อมส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงๆ ต่ำๆ ร่างกายต้องหลั่งสารอินซูลินตลอดเวลาเพื่อนำน้ำตาลไปเก็บไว้ในเซลล์ คนที่มีไลฟ์สไตล์แบบนี้ย่อมเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่ง ทำให้แก่เร็ว สมัยก่อนการกินอาหารเน้นแป้งและน้ำตาล รองลงมาคือ โปรตีน ผักผลไม้และไขมัน แต่ถ้าต้องการรับประทานอาหารให้ดีไม่ให้แก่เร็ว ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะสิ่งที่ควรกินมากที่สุดคือ น้ำบริสุทธิ์ 1 &#8211; 2 ลิตรต่อวัน เน้นผักผลไม้ อาหารกลุ่มโปรตีนมีประโยชน์ ไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า 3, 6 และ 9 ส่วนสิ่งที่ควรกินให้น้อยที่สุดให้น้อยที่สุด คือ ไขมันอิ่มตัวที่มีอยู่ในแป้งและน้ำตาล</p>
<p><strong> <span style="color: #ff6600;">2. กินหลากแหล่ง</span></strong> เลือกผักออร์แกนิกหรือจากหลากแหล่งผลิต เพราะเราไม่รู้ว่าแหล่งปลูกมีสารปนเปื้อนหรือไม่ วิธีนี้ช่วยลดการสะสมสารบางอย่างในร่างกาย เพราะมีงานวิจัยบ่งชี้ว่า การลดการกินอาหารที่มีสารพิษไม่ให้ผลดีเท่ากับกินอาหารจากหลากแหล่งผลิต</p>
<p><strong> <span style="color: #808000;">3. ร้อนไปไม่ดี กรอบไปไม่เวิร์ค</span></strong> หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการร้อนจัดหรือทอดจนกรุบกรอบ นอกจากจะสูญเสียคุณค่าสารอาหารแล้ว ยังเพิ่มสารก่อมะเร็งมากขึ้นด้วย สู้เปลี่ยนมากินอาหารออร์แกนิกหรือผ่านกรรมวิธีนึ่งหรือต้มจะดีกว่า</p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">4. ลดคาเฟอีน</span></strong> ปกติร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญนำเลือดไป เลี้ยงส่วนต่างๆ ได้เพียงพอ สร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารอะดีนาลี นอยู่เป็นประจำ อะดรีนาลินทำงานคล้ายฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไปโดยปริยาย ส่งผลให้ต่อมไทรอยด์เสื่อมเร็วกว่าปกติ ถ้า เกิดภาวะไทรอยด์ต่ำ ทำให้การเผาผลาญต่ำลง แม้เราจะรับประทานอาหารเท่าเดิม แต่อ้วนง่าย บางคนมีอาการมือเท้าเย็น เวียนศรีษะ ความจำเสื่อม ผิวและผมแห้ง ไขมันในเลือดสูงเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong> <span style="color: #3366ff;">5. ดื่มนมมากไปกระดูกพรุน</span></strong> ในวัยผู้ใหญ่ไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเอเชียมีอุบัติการ Cow’s Milk Intolerance มากกว่า คนอเมริกาและยุโรป นอกจากนี้ผลการวิจัยล่าสุดในอเมริกาพบว่า คนที่ดื่มนมมากๆ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่า เหตุผลคือ กรดแอมิโนบางอย่างในนมทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมและแมกนีเซียมจากกระดูกไปในปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในวัยผู้ใหญ่ ทางที่ดีเลือกทานแคลเซียมจากแหล่งอื่นๆ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ธัญพืช หรือเต้าหู้จะดีกว่า</p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">6. ดื่มน้ำจากขวดแก้ว</span></strong> การดื่มน้ำบริสุทธิ์จากขวดแก้วดีกว่าดื่มน้ำจากขวดพลาสติก เพราะสารพิษในพลาสติกละลายปะปนในน้ำตลอดเวลา ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ก่อให้เกิดความเสื่อมอย่างไม่ต้องสงสัย<br />
<span id="more-91"></span><br />
<strong> <span style="color: #3366ff;">7. หน้าแก่เพราะฟิตเกิน</span></strong> คุณเคยเห็นคนออกกกำลังกายหนักจนหน้าแก่ หรือบางคนฟิตจัด แต่จู่ๆ เกิดหัวใจวายกะทันหันกลางสนามกีฬาหรือไม่ นั่นเป็นเพราะร่างกายเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระมากขึ้นกว่าเดิม เป็นเหตุของความเสื่อมของร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เหมาะสมจึงควรอยู่ที่ 30 &#8211; 45 นาทีต่อวัน จากนั้นยกเวทนิดหน่อย ทำ 3 &#8211; 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ส่งผลดีต่อร่างกายมากกว่าผลเสีย</p>
<p><strong> <span style="color: #800080;">8. ดื่มเหล้ามาก จากชายกลายเป็นหญิง</span></strong> การดื่มเหล้าทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย แถมเหล้าที่ดื่มเข้าไปกลายเป็นน้ำตาลสะสมในรูปไขมัน ถ้าเทียบการได้รับแคลอรี่จากโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ แต่เหล้าปริมาณเท่ากันให้พลังงานถึง 7 กิโลแคลอรี่ แถมยังทำให้ผู้ชายที่ดื่มจัดรูปร่างเหมือนถังเบียร์ หัวล้าน มีเต้านมเหมือนผู้หญิงนั่น เป็นเพราะเหล้ามีผลต่อตับ ทำให้มีการเปลี่ยนฮอร์โมนจากชายกลายเป็นหญิงมากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติของฮอร์โมนเพศหญิงใช้ในการเก็บไขมัน คนที่ดื่มหนักจะลงพุงและแก่เร็ว นอกจากนี้ยังทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในผู้หญิงที่ดื่มหนักมาก มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกัน</p>
<p><span style="color: #333399;"><strong> 9. หยุดสูบเสียแต่วันนี้</strong></span> บุหรี่ 1 สูบกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น 1014 ล้านโมเลกุล ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพองและโรคมะเร็ง</p>
<p><strong> <span style="color: #ffcc00;">10. หลีกเลี่ยงโลหะหนักและสารปรอท</span></strong> ในอเมริกาและยุโรปสั่งห้ามใช้อะมัลกัม (Amalgum : ทำ มาจากปรอทซึ่งเป็นโลหะหนัก) ในการอุดฟันคนไข้ เพราะพบว่ามีการระเหยปล่อยสารปรอทเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าคนเป็นมะเร็งเต้านมและอัลไซเมอร์มีผลส่วนหนึ่งมาจากปรอท และโลหะหนัก ปัจจุบันคนเยอรมันหันมาใช้ <strong>“เซอร์โคเนียม”</strong> (เพชรรัสเซีย) ในการอุดฟัน รวมถึงการผลิตข้อเทียม กระดูก และรากฟันเทียมแทน เพราะไม่ทำปฏิกิริยาต่อร่างกาย</p>
<p><strong> <span style="color: #993300;">11. วางโทรศัพท์มือถือไกลตัว</span></strong> มีงานวิจัยว่าการใช้โทรศัพท์มือถือซึ่งใช้คลื่นความถี่สูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ถ้าเป็นไปได้ควรวางโทรศัพท์ไว้ห่างจากร่างกายจะดีกว่า</p>
<p><strong> <span style="color: #00ccff;">12. เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม</span></strong> ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตีสองเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งส่งผลให้หลับลึก ทำให้ความจำดี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และทำให้การหลั่งฮอร์โมนอื่นๆ ในร่างกายสมดุล ขณะเดียวกันช่วงที่ร่างกายหลับลึกส่งผลให้โกร์ทฮอร์โมนหลั่งออกมาเพื่อเสริม สร้างโปรตีนในร่างกาย ได้แก่ คอลลาเจนใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูกให้แข็งแรง ช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกาย ถ้าไม่อยากแก่ อย่านอนดึกจนเกินไป</p>
<p><strong>ที่มา:</strong> รพ.กรุงเทพ และ วิชาการดอทคอม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ต้านหวัดด้วย &#8220;หอมแดง&#8221;</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 03:22:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ต้านหวัดด้วยหอมแดง]]></category>
		<category><![CDATA[หอมแดง]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=87</guid>
		<description><![CDATA[หาก ไม่เขียนถึงสมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านหวัดในช่วงนี้ต้องถือว่าตกยุค ซึ่งผู้อ่านจำนวนมากอยากทราบว่ามีสมุนไพรอะไรบ้างที่สามารถต้านหวัด โดยเฉพาะ &#8220;หวัด 2009&#8220; ที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ ซึ่งความจริงแล้วสมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านเชื้อหวัดมีหลายชนิด นิยมใช้มาแต่โบราณ อยู่ที่ว่าใครจะเลือกใช้ชนิดใด ที่กำลังดังและฮือฮากันมาก ได้แก่ ฟ้าทลายโจร ทุกคนทราบวิธีกินวิธีใช้กันดีแล้ว  
 
 นอก จากนั้น ยังมีพืชผักพื้นบ้านอีกหลายอย่างที่คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนกินเป็นอาหารประจำ ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณทำให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันต้าน หวัดได้ เช่น กระเทียม ขิง ใบกะเพรา หรือแม้กระทั่ง มะขามป้อม เคยแนะนำวิธีกินไปเมื่อไม่นานมานี้ กินแล้วต้านหวัดได้ดีเช่นกัน ที่สำคัญหาซื้อง่าย มีผู้ทำเป็นแบบชงน้ำร้อนดื่มหอมอร่อยชื่นใจดี ดื่มประจำไม่มีอันตรายอะไร สามารถป้องกันเชื้อหวัดได้ 
 
 ใน ส่วนของ &#8220;หอมแดง&#8221; สามารถต้านเชื้อหวัดได้เหมือนกัน นิยมใช้มาแต่ดึกดำบรรพ์ เช่น เด็กเป็นหวัด หรือมีอาการคัดจมูกคล้ายจะเป็นหวัด โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว นิยมเรียกว่า &#8220;ไข้หัวลม&#8221; เอา &#8220;หอมแดง&#8221; กะจำนวนพอประมาณ ทุบพอแตกต้มกับน้ำจนเดือดราดศีรษะเด็กขณะอุ่นหลังอาบน้ำเสร็จ 2 &#8211; 3 ขัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/homdang.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-88" title="homdang" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/homdang-150x150.jpg" alt="homdang" width="150" height="150" /></a>หาก ไม่เขียนถึงสมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านหวัดในช่วงนี้ต้องถือว่าตกยุค ซึ่งผู้อ่านจำนวนมากอยากทราบว่ามีสมุนไพรอะไรบ้างที่สามารถต้านหวัด โดยเฉพาะ <strong>&#8220;<span style="color: #ff0000;">หวัด 2009</span>&#8220;</strong> ที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ ซึ่งความจริงแล้วสมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านเชื้อหวัดมีหลายชนิด นิยมใช้มาแต่โบราณ อยู่ที่ว่าใครจะเลือกใช้ชนิดใด ที่กำลังดังและฮือฮากันมาก ได้แก่ <span style="color: #ff0000;"><strong>ฟ้าทลายโจร</strong></span> ทุกคนทราบวิธีกินวิธีใช้กันดีแล้ว </span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> นอก จากนั้น ยังมีพืชผักพื้นบ้านอีกหลายอย่างที่คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนกินเป็นอาหารประจำ ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณทำให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันต้าน หวัดได้ เช่น กระเทียม ขิง ใบกะเพรา หรือแม้กระทั่ง มะขามป้อม เคยแนะนำวิธีกินไปเมื่อไม่นานมานี้ กินแล้วต้านหวัดได้ดีเช่นกัน ที่สำคัญหาซื้อง่าย มีผู้ทำเป็นแบบชงน้ำร้อนดื่มหอมอร่อยชื่นใจดี ดื่มประจำไม่มีอันตรายอะไร สามารถป้องกันเชื้อหวัดได้</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> ใน ส่วนของ <strong>&#8220;<span style="color: #ff0000;">หอมแดง&#8221;</span></strong> สามารถต้านเชื้อหวัดได้เหมือนกัน นิยมใช้มาแต่ดึกดำบรรพ์ เช่น เด็กเป็นหวัด หรือมีอาการคัดจมูกคล้ายจะเป็นหวัด โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว นิยมเรียกว่า <strong><span style="color: #ff0000;">&#8220;ไข้หัวลม&#8221;</span> </strong>เอา <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;หอมแดง&#8221;</strong></span> กะจำนวนพอประมาณ ทุบพอแตกต้มกับน้ำจนเดือดราดศีรษะเด็กขณะอุ่นหลังอาบน้ำเสร็จ 2 &#8211; 3 ขัน เศษ <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;หอมแดง&#8221;</strong></span> ที่ต้มขยี้ศีรษะเช็ดผมให้สะอาด อาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดหัวลมจะหายได้ นิยมทำตอนเย็น หรือ หากผู้ใหญ่เป็นไข้หัวลม </span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span><br />
ต้านหวัด<br />
<span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> หรือเป็นหวัด เอา <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;หอมแดง&#8221;</strong></span> กะจำนวนตามต้องการทุบพอแตกต้มน้ำ เดือดแล้วใช้ผ้าคลุมศีรษะรมสูดเอาไอร้อนจากน้ำที่ต้ม หายใจลึกๆ ทำวันละครั้งก่อนนอน อาการที่เป็นจะหายได้ ซึ่งสูตรดังกล่าวสามารถใช้ป้องกันเชื้อหวัดทุกชนิดได้ คนที่ยังไม่เป็นหวัดก็ทำได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหวัดได้ดีมาก</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> หอมแดง หรือ </span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">ALLIUM ASCALONI &#8211; CUM LINN <span lang="TH">อยู่ในวงศ์ </span>ALLIACEAE <span lang="TH">มี ขายตามตลาดสดทั่วไป มีคุณค่าทางอาหาร คือ มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสในสัดส่วนที่เหมาะสมกับการดูดซึมของร่างกาย มีเบต้าแคโรทีน มีสารฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะเควอซิทีน เป็นเกราะกันมะเร็งให้กับคนได้ มีสารอาหารมากกว่า 10 ชนิด กากใยอาหาร รับประทานหรือทำตามสูตรที่กล่าวข้างต้น ช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานเชื้อหวัดได้</span></span><br />
<span id="more-87"></span><br />
<span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> อย่าง ไรก็ตาม การป้องกันการติดเชื้อภายนอก ทุกคนควรปฏิบัติ คือ กินอาหารให้ครบหมู่ กินอาหารสุกและร้อนๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหรือพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นล้างมือทำความสะอาดบ่อยๆ และสวมหน้ากากปิดปากจมูกป้องกันเวลาเดินทางไปทำงานหรือออกนอกบ้านเสมอ เท่านี้เชื่อว่าจะรอดพ้นจากการติดเชื้อ <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;หวัด 2009&#8243; </strong></span>ได้ครับ</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;">ที่มา:</span></strong><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</span><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>7 ข้อห้ามที่ไม่ควรหลังอิ่มท้อง</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/7-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/7-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 03:07:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อห้ามที่ไม่ควรหลังอิ่มท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[อิ่มท้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[7 ข้อห้ามที่ไม่ควรหลังอิ่มท้อง
1. อย่าสูบบุหรี่ จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึงสิบมวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น)
 2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร เพราะมันไปพองในท้อง ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า
 3. อย่าดื่มน้ำชา เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก
 
 4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ
 
 5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว เพราะการอาบน้ำจะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือและเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียน บริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่
 
 6. อย่าเดินหลังอาหาร แม้คุณจะเคยได้ยินว่า กินข้าวแล้ว ให้เดินสัก 100 ก้าว จะทำให้อายุยืนถึง 99 ปีการเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึม สารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดิน ถ้าต้องการ
 
 7. อย่านอนทันที อาหารที่รับประทานเข้าไป ไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลม หรือแก๊สในทางเดินอาหาร
ที่มา: วิชาการดอดคอม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #008000;"><strong>7 ข้อห้ามที่ไม่ควรหลังอิ่มท้อง</strong></span></h3>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1. อย่าสูบบุหรี่</strong></span> จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึงสิบมวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น)</p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร</span></strong> เพราะมันไปพองในท้อง ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า</p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">3. อย่าดื่มน้ำชา</span></strong> เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม</span></strong> เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว</span></strong> เพราะการอาบน้ำจะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือและเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียน บริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">6. อย่าเดินหลังอาหาร</span></strong> แม้คุณจะเคยได้ยินว่า กินข้าวแล้ว ให้เดินสัก 100 ก้าว จะทำให้อายุยืนถึง 99 ปีการเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึม สารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดิน ถ้าต้องการ</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">7. อย่านอนทันที</span></strong> อาหารที่รับประทานเข้าไป ไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลม หรือแก๊สในทางเดินอาหาร</p>
<p><strong>ที่มา</strong><strong>:</strong> วิชาการดอดคอม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/7-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิชิตคราบสกปรกด้วย &#8220;ความเปรี้ยว&#8221;</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 04:34:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[คราบสกปรก]]></category>
		<category><![CDATA[ความเปรี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[พิชิตคราบสกปรก]]></category>
		<category><![CDATA[พิชิตคราบสกปรกด้วยความเปรี้ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[กำจัดเชื้อโรคด้วยเปลือกเลมอน  
 
 ทราบหรือไม่ว่า เปลือกเลมอน สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรคตามเฟอร์นิเจอร์ได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก&#8230; 
 
 เลมอน เป็นมะนาวลูกใหญ่เปลือกหนาสีเหลือง เมื่อบีบน้ำมะนาวออกหมดแล้ว สามารถนำเปลือกมาใช้ กำจัดเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย บริเวณโซฟา ผ้าม่าน พรมได้ 
 
 วิธีทำ คือ ฝานเปลือกเลมอน 1 ผล แล้วนำไปตากแห้ง 1 วัน จากนั้นหาขวดแก้วสะอาดมาใส่น้ำส้มสายชู 500 มิลลิลิตร เสร็จแล้วให้นำเปลือกมะนาวที่ตากแห้งไว้มาใส่ในขวดแก้ว ปิดฝา เขย่าให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดด 10 &#8211; 14 วัน เสร็จแล้วนำมาเทใส่ในกระบอกฉีดน้ำ และนำฉีดไปตามบริเวณที่ต้องการกำจัดเชื้อโรคได้เลย 
 
 น้ำส้มสายชูขจัดคราบฝักบัว  
 
 บ้านไหนที่ใช้ฝักบัวมานานและยังไม่เคยทำความสะอาด วันนี้มีวิธีการทำความสะอาดฝักบัวมาบอก&#8230; 
 
 วิธีทำ คือ นำ ถุงพลาสติกมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff6600;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>กำจัดเชื้อโรคด้วยเปลือกเลมอน </strong></span></span><strong><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> ทราบหรือไม่ว่า<strong><span style="color: green;"> <span style="color: #ffcc00;">เปลือกเลมอน </span></span></strong>สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรคตามเฟอร์นิเจอร์ได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก&#8230;</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> เลมอน</span></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> เป็นมะนาวลูกใหญ่เปลือกหนาสีเหลือง เมื่อบีบน้ำมะนาวออกหมดแล้ว สามารถนำเปลือกมาใช้ กำจัดเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย บริเวณโซฟา ผ้าม่าน พรมได้</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> วิธีทำ</span></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> คือ ฝานเปลือกเลมอน 1 ผล แล้วนำไปตากแห้ง 1 วัน จากนั้นหาขวดแก้วสะอาดมาใส่น้ำส้มสายชู 500 มิลลิลิตร เสร็จแล้วให้นำเปลือกมะนาวที่ตากแห้งไว้มาใส่ในขวดแก้ว ปิดฝา เขย่าให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดด 10 &#8211; 14 วัน เสร็จแล้วนำมาเทใส่ในกระบอกฉีดน้ำ และนำฉีดไปตามบริเวณที่ต้องการกำจัดเชื้อโรคได้เลย</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> <span style="color: #ff6600;"><strong>น้ำส้มสายชูขจัดคราบฝักบัว</strong></span><strong> </strong></span><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> บ้านไหนที่ใช้ฝักบัวมานานและยังไม่เคยทำความสะอาด วันนี้มีวิธีการทำความสะอาดฝักบัวมาบอก&#8230;</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> วิธีทำ</span></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> คือ นำ ถุงพลาสติกมา 1 ใบ ใส่น้ำส้มสายชูพอประมาณ เอาฝักบัวใส่ไว้ถุงน้ำส้มสายชูแล้วผูกถุงให้แน่น ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำฝักบัวออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็จะได้ฝักบัวที่สะอาดแถมน้ำยังไหลได้สะดวกอีกด้วย วิธีนี้เหมาะสำหรับฝักบัวแบบที่ถอดไม่ได้</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่อยากให้เฟอร์นิเจอร์เต็มไปด้วยเชื้อโรค ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูนะจ้า</span></strong><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;">ที่มา:</span></strong><span style="font-size: 10pt; color: #0000ff; font-family: Tahoma;"> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหานอนไม่หลับป้องกันได้&#8230;</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Jan 2010 02:16:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[นอนไม่หลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหานอนไม่หลับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=74</guid>
		<description><![CDATA[ข้อ พึงปฏิบัติต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยเฉพาะในการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้ปัญหาเหล่านี้ค่อยๆ คลี่คลายลงไปได้ไม่มากก็น้อย การรักษาอาการนอนไม่หลับมักจะต้องใช้เวลาพอสมควร ผลการรักษาส่วนใหญ่มักจะไม่เห็นผลแบบทันตาเห็น แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ
1.เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง
2.ถ้าจะมีการงีบหลับในช่วงบ่าย อาจจัดเวลางีบหลับให้เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ควรเกิน 1-2 ชม. และไม่ควรงีบหลับหลัง 15.00 นาฬิกา เพราะอาจมีผลต่อการนอนหลับในคืนนั้นๆ ได้
3.ไม่ ควรนอนค้างอยู่บนเตียงทั้งที่ไม่หลับ ด้วยความคิดที่ว่าอยากจะชดเชยการนอนให้มากที่สุด เพราะการทำลักษณะนี้จะยิ่งทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง และเกิดความไม่ต่อเนื่องของการหลับได้มากขึ้น
4.ควรตื่นนอนในตอนเช้าให้เป็นเวลาทุกวันสม่ำเสมอ
5.พยายาม หาเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในผู้สูงอายุนั้นมีความ สัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับที่ดีขึ้น
6.หลีกเลี่ยงยาหรือสารเคมีบางตัวที่จะมีผลต่อการนอนหลับ เช่น กาแฟ บุหรี่ เป็นต้น
7.ควร ระมัดระวังเรื่องการใช้ยานอนหลับ ไม่ควรใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องในระยะหนึ่งนั้นจะไปมีผลรบกวนต่อการนอน หลับของเราเองได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/yawn.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-75" title="yawn" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/yawn-150x150.jpg" alt="yawn" width="150" height="150" /></a>ข้อ พึงปฏิบัติต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยเฉพาะในการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้ปัญหาเหล่านี้ค่อยๆ คลี่คลายลงไปได้ไม่มากก็น้อย การรักษาอาการนอนไม่หลับมักจะต้องใช้เวลาพอสมควร ผลการรักษาส่วนใหญ่มักจะไม่เห็นผลแบบทันตาเห็น แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ</p>
<p><span style="color: #800080;">1.เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง</span></p>
<p><span style="color: #800080;">2.ถ้าจะมีการงีบหลับในช่วงบ่าย อาจจัดเวลางีบหลับให้เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ควรเกิน 1-2 ชม. และไม่ควรงีบหลับหลัง 15.00 นาฬิกา เพราะอาจมีผลต่อการนอนหลับในคืนนั้นๆ ได้</span></p>
<p><span style="color: #800080;">3.ไม่ ควรนอนค้างอยู่บนเตียงทั้งที่ไม่หลับ ด้วยความคิดที่ว่าอยากจะชดเชยการนอนให้มากที่สุด เพราะการทำลักษณะนี้จะยิ่งทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง และเกิดความไม่ต่อเนื่องของการหลับได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="color: #800080;">4.ควรตื่นนอนในตอนเช้าให้เป็นเวลาทุกวันสม่ำเสมอ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">5.พยายาม หาเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในผู้สูงอายุนั้นมีความ สัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับที่ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="color: #800080;">6.หลีกเลี่ยงยาหรือสารเคมีบางตัวที่จะมีผลต่อการนอนหลับ เช่น กาแฟ บุหรี่ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="color: #800080;">7.ควร ระมัดระวังเรื่องการใช้ยานอนหลับ ไม่ควรใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องในระยะหนึ่งนั้นจะไปมีผลรบกวนต่อการนอน หลับของเราเองได้</span><br />
<span id="more-74"></span><br />
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คลายเมื่อยเท้าด้วย &#8220;กะลา&#8221;</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 03:25:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กะลา]]></category>
		<category><![CDATA[คลายเมื่อยเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[คลายเมื่อยเท้าด้วยกะลา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=72</guid>
		<description><![CDATA[ทราบหรือไม่ว่า กะลา สามารถช่วยแก้อาการเมื่อยเท้าได้ เรามีวิธีมาบอก&#8230;
 วิธีทำ คือ หากะลามา 1 ซีก นำมาวางคว่ำลงกับพื้น จากนั้นขึ้นไปเหยียบและหาที่เกาะคอยพยุงตัวไว้ แต่อย่าทิ้งน้ำหนักลงไปทั้งตัว
ควร กดให้ทั่วเท้า โดยเริ่มจากปลายนิ้วจนถึงบริเวณส้นเท้า เสร็จแล้ว ตะแคงข้างๆ กดลงไปให้ทั่วทั้ง 2 เท้า เวลาเหยียบจะรู้สึกตึงๆ ทั้งขา เหมือนกำลังถูกบีบนวด หากจะให้ดีควรทำในตอนเช้า
 ใครที่อยากหายเมื่อยเท้า ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้ 
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทราบหรือไม่ว่า<strong> <span style="color: #993300;">กะลา</span></strong> สามารถช่วยแก้อาการเมื่อยเท้าได้ เรามีวิธีมาบอก&#8230;</p>
<p><strong> <span style="color: #993300;">วิธีทำ</span></strong> คือ หากะลามา 1 ซีก นำมาวางคว่ำลงกับพื้น จากนั้นขึ้นไปเหยียบและหาที่เกาะคอยพยุงตัวไว้ แต่อย่าทิ้งน้ำหนักลงไปทั้งตัว</p>
<p>ควร กดให้ทั่วเท้า โดยเริ่มจากปลายนิ้วจนถึงบริเวณส้นเท้า เสร็จแล้ว ตะแคงข้างๆ กดลงไปให้ทั่วทั้ง 2 เท้า เวลาเหยียบจะรู้สึกตึงๆ ทั้งขา เหมือนกำลังถูกบีบนวด หากจะให้ดีควรทำในตอนเช้า</p>
<p><strong><em> <span style="color: #993300;">ใครที่อยากหายเมื่อยเท้า ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้</span></em></strong><strong><em> </em></strong></p>
<p><strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แผลน้ำร้อนลวกรักษาด้วย&#8221;ไข่ขาว&#8221;</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 03:20:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำร้อนลวก]]></category>
		<category><![CDATA[รักษา]]></category>
		<category><![CDATA[แผลน้ำร้อนลวก]]></category>
		<category><![CDATA[ไข่ขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[ใครที่ไม่อยากมีแผลเป็นจากการลูกน้ำร้อนลวกฟังทางนี้ มีวิธีรักษามาบอก…
เริ่ม แรกนำไข่ไก่มา 1 ฟอง ตอกใส่ในถ้วย แล้วแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว จากนั้นนำไข่ขาวมาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก จนกว่าจะแห้ง เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด รอยแผลแดง หรือพุพองก็จะหายไป
ข้อแนะนำ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้แผลโดนน้ำเย็น หรือแคะแกะ เกา แผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังถลอก
 รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ไม่อยากเป็นแผลเป็น ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้นะจ้า
 
 
 
 
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/white-egg.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-69" title="white-egg" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/white-egg-150x150.jpg" alt="white-egg" width="150" height="150" /></a>ใครที่ไม่อยากมีแผลเป็นจากการลูกน้ำร้อนลวกฟังทางนี้ มีวิธีรักษามาบอก…</p>
<p>เริ่ม แรกนำไข่ไก่มา 1 ฟอง ตอกใส่ในถ้วย แล้วแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว จากนั้นนำไข่ขาวมาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก จนกว่าจะแห้ง เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด รอยแผลแดง หรือพุพองก็จะหายไป</p>
<p>ข้อแนะนำ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้แผลโดนน้ำเย็น หรือแคะแกะ เกา แผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังถลอก</p>
<p><strong><em> <span style="color: #ff0000;">รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ไม่อยากเป็นแผลเป็น ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้นะจ้า</span></em></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูได้ง่ายๆกับยาที่เสื่อมคุณภาพ</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 03:02:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ยาหมดอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาเสื่อมคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อมคุณภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=63</guid>
		<description><![CDATA[ทราบหรือไม่ว่า ยาแต่ละชนิดจะเสื่อมคุณภาพเมื่อไหร่ วันนี้มีวิธีสังเกตมาฝาก&#8230;
 &#8211; ยาเม็ด สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม
- ยาแคปซูล สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก หรือจับกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก
- ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป
- ยาน้ำเชื่อม เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว
- ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไป
 วิธีการดูว่ายาหมดอายุ คือ ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><em><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/drug.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-64" title="drug" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/drug-150x150.jpg" alt="drug" width="150" height="150" /></a>ทราบหรือไม่ว่า ยาแต่ละชนิดจะเสื่อมคุณภาพเมื่อไหร่ วันนี้มีวิธีสังเกตมาฝาก&#8230;</em></span></p>
<p><strong> &#8211; ยาเม็ด</strong> สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม<strong><br />
- ยาแคปซูล</strong> สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก หรือจับกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก<strong><br />
- ยาน้ำแขวนตะกอน</strong> เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป<strong><br />
- ยาน้ำเชื่อม</strong> เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว<br />
<strong>- ยาขี้ผึ้งและครีม</strong> ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไป</p>
<p><strong> <span style="color: #ff0000;">วิธีการดูว่ายาหมดอายุ</span></strong> คือ ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน</p>
<p><strong> <span style="color: #ff00ff;">ครั้งหน้าถ้าจะรับประทานยา อย่าลืมสังเกตดูวันหมดอายุก่อนรับประทานยานะจ้า</span></strong><br />
<span id="more-63"></span><br />
<strong>ที่มา</strong><strong>:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารต้านตีนกาบนใบหน้า</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Jan 2010 03:19:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ตีนกา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ใบหน้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[รอยย่นบนใบหน้าเป็นสัญญาณความร่วงโรย หรือความแก่ชรานั่นเอง มีอาหารหลายชนิดช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของใบหน้าได้ ดังนี้ 
 1.ซาร์ดีน เป็นปลาน้ำเย็นที่เต็มไปด้วยกรดโอเมก้า &#8211; 3 โปรตีน และแคลเซียม ซาร์ดีน 3 ออนซ์ให้แคลเซียมเท่ากับนม 1 แก้ว (300 มิลลิกรัม) มีเกร็ดเล่าว่า สมัยศตวรรษที่ 19 พระเจ้านโปเลียนมหาราชรับสั่งให้ถนอมอาหาร จุดกำเนิดของปลาซาร์ดีนในน้ำมันและซอสมะเขือเทศเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคนั้น
 2. น้ำมันมะกอก สกัดจากผลไม้ชนิดหนึ่ง มีอัตราไขมันอิ่มตัวต่ำ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายควรเลือกใช้ชนิด Extra Virgin เพราะมีความบริสุทธิ์มากที่สุด และยังมากไปด้วยสารแอนติออกซิแดนต์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
 3.แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า &#8211; 3 โปรตีน และวิตามินเอ จำเป็นสำหรับสมองและการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเกลือแร่สำคัญอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ซีลีเนียม และสังกะสี หากกินแซลมอนร่วมกับผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่ว จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวานได้
 4.น้ำผึ้ง มีหลายร้อยชนิดในโลกนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800000;"><strong>รอยย่นบนใบหน้าเป็นสัญญาณความร่วงโรย หรือความแก่ชรานั่นเอง มีอาหารหลายชนิดช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของใบหน้าได้ ดังนี้ </strong></span></p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">1.ซาร์ดีน</span></strong> เป็นปลาน้ำเย็นที่เต็มไปด้วยกรดโอเมก้า &#8211; 3 โปรตีน และแคลเซียม ซาร์ดีน 3 ออนซ์ให้แคลเซียมเท่ากับนม 1 แก้ว (300 มิลลิกรัม) มีเกร็ดเล่าว่า สมัยศตวรรษที่ 19 พระเจ้านโปเลียนมหาราชรับสั่งให้ถนอมอาหาร จุดกำเนิดของปลาซาร์ดีนในน้ำมันและซอสมะเขือเทศเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคนั้น</p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">2. น้ำมันมะกอก</span></strong> สกัดจากผลไม้ชนิดหนึ่ง มีอัตราไขมันอิ่มตัวต่ำ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายควรเลือกใช้ชนิด Extra Virgin เพราะมีความบริสุทธิ์มากที่สุด และยังมากไปด้วยสารแอนติออกซิแดนต์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้</p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">3.แซลมอน</span></strong> มีกรดไขมันโอเมก้า &#8211; 3 โปรตีน และวิตามินเอ จำเป็นสำหรับสมองและการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเกลือแร่สำคัญอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ซีลีเนียม และสังกะสี หากกินแซลมอนร่วมกับผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่ว จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวานได้</p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">4.น้ำผึ้ง</span></strong> มีหลายร้อยชนิดในโลกนี้ สีและกลิ่นจะต่างกันตามชนิดของเกสรดอกไม้ นอกจากเปี่ยมด้วยสารอาหารชั้นเลิศ ยังมีสรรพคุณเยียวยาอาการติดเชื้อของแผล รวมทั้งช่วยเก็บความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว</p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">5.โยเกิร์ต</span></strong> เป็นอาหารเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกชนิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 10,000 ปี สันนิษฐานว่าต้นตำรับคือชาวตุรกีหรืออิหร่าน โยเกิร์ตถ้วยแรกเกิดขึ้นอย่างบังเอิญ จากการเก็บนมไว้ในถุงหนังแพะ ต่อมาได้รับการยอมรับว่า ช่วยเยียวยาอาการที่เกิดกับระบบย่อยอาหาร ช่วยล้างพิษ และทำให้อายุยืน</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> <span style="color: #800000;">อาหารทั้ง 5 ชนิดต้องมีสักอย่างหรอกน่าที่ถูกปากคุณบ้างหล่ะนะจ้า&#8230;</span></strong><br />
<span id="more-60"></span><br />
<strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์ข่าวสด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาวหุ่นสวยด้วยเคล็ดลับ 5 ประการ</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-5/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-5/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 03:05:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Women Tips]]></category>
		<category><![CDATA[สาวหุ่นสวย]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นสวย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับหุ่นสวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[สาวๆ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องกระบวนการเผาผลาญในร่างกายกับการลดความอ้วนมาบ้าง ว่า การที่เราไม่สามารถลดความอ้วนให้ได้ผลนั้น เพราะระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานไม่ดีพอ แต่มีหลายคนที่จะรู้ว่าระบบเผาผลาญจริงๆ แล้วมีอะไรบ้างที่เป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะทำให้สาวๆ มีหุ่นเพรียวบางสมส่วน ดังนั้น พญ.ซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด จึงอาสามาช่วยคลายความสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญในร่างกายมาฝากกัน ดังนี้
1. จริงหรือ? เมื่อมีอายุมากขึ้นทำให้การเผาผลาญแคลอรี่ลดลง
เมื่อ เรามีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวก็มักจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีการออกกำลังกายน้อยลงกว่าเดิม ส่งผลให้มีการเผาผลาญแคลอรี่ลดลงในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจึงเริ่มมีรูปร่างหนาขึ้น พร้อมกับมีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ลดลง
ดัง นั้น การบริหารกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้มีการเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น รวมทั้งการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักที่เกิดจากวัยที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี
 
2. ระบบการเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายของเรา สามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่?
เรา มักจะพบว่า บางคนนั้นแสนจะโชคดี ที่สามารถรับประทานได้ตลอดเวลาโดยที่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมาจากการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพและให้แคลอรี่ต่ำก็ได้ หรือบางทีเขาหรือเธออาจมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากคุณต้องการให้ร่างกายมีการเผาผลาญได้มากขึ้น ควรเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อใช้กล้ามเนื้อให้มากขึ้นในระหว่างวัน
3. อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่าอาหารร้อนๆ หรือไม่?
จาก ผลปฏิบัติการในห้องทดลองพบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มเย็นจะมีการเผาผลาญแคลอรี่เพิ่มขึ้นเล็ก น้อย โดยการเผาผลาญแคลอรี่ดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบไม่มีผลต่อการทำให้น้ำหนักลดลงเลย
4. การลดการบริโภคแคลอรี่จะทำให้ร่างกายมีเผาผลาญช้าลงหรือไม่?
โดย ปกติตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายของคนเราจะทำหน้าที่เก็บรักษาแคลอรี่ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การลดการบริโภคแคลอรี่จะทำให้แคลอรี่ที่สะสมในร่างกายลดลง ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญลดลงแต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น
ถ้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/body-soy.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-56" title="body-soy" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/body-soy-300x200.jpg" alt="body-soy" width="300" height="200" /></a>สาวๆ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องกระบวนการเผาผลาญในร่างกายกับการลดความอ้วนมาบ้าง ว่า การที่เราไม่สามารถลดความอ้วนให้ได้ผลนั้น เพราะระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานไม่ดีพอ แต่มีหลายคนที่จะรู้ว่าระบบเผาผลาญจริงๆ แล้วมีอะไรบ้างที่เป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะทำให้สาวๆ มีหุ่นเพรียวบางสมส่วน ดังนั้น พญ.ซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด จึงอาสามาช่วยคลายความสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญในร่างกายมาฝากกัน ดังนี้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>1. จริงหรือ</strong><strong>? เมื่อมีอายุมากขึ้นทำให้การเผาผลาญแคลอรี่ลดลง</strong></span></p>
<p>เมื่อ เรามีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวก็มักจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีการออกกำลังกายน้อยลงกว่าเดิม ส่งผลให้มีการเผาผลาญแคลอรี่ลดลงในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจึงเริ่มมีรูปร่างหนาขึ้น พร้อมกับมีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ลดลง</p>
<p>ดัง นั้น การบริหารกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้มีการเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น รวมทั้งการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักที่เกิดจากวัยที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>2. ระบบการเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายของเรา สามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่</strong><strong>?</strong></span></p>
<p>เรา มักจะพบว่า บางคนนั้นแสนจะโชคดี ที่สามารถรับประทานได้ตลอดเวลาโดยที่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมาจากการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพและให้แคลอรี่ต่ำก็ได้ หรือบางทีเขาหรือเธออาจมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากคุณต้องการให้ร่างกายมีการเผาผลาญได้มากขึ้น ควรเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อใช้กล้ามเนื้อให้มากขึ้นในระหว่างวัน</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>3. อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่าอาหารร้อนๆ หรือไม่</strong><strong>?</strong></span></p>
<p>จาก ผลปฏิบัติการในห้องทดลองพบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มเย็นจะมีการเผาผลาญแคลอรี่เพิ่มขึ้นเล็ก น้อย โดยการเผาผลาญแคลอรี่ดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบไม่มีผลต่อการทำให้น้ำหนักลดลงเลย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>4. การลดการบริโภคแคลอรี่จะทำให้ร่างกายมีเผาผลาญช้าลงหรือไม่</strong><strong>?</strong></span></p>
<p>โดย ปกติตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายของคนเราจะทำหน้าที่เก็บรักษาแคลอรี่ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การลดการบริโภคแคลอรี่จะทำให้แคลอรี่ที่สะสมในร่างกายลดลง ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญลดลงแต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น</p>
<p>ถ้า เรามีการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง ก็จะทำให้เรามีน้ำหนักตัวลดลง โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเผาผลาญในร่างกายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การบริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผนวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายเรามีอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ตามปกติ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>5. จริงหรือ</strong><strong>? เมื่องดบริโภคอาหารตอนกลางคืนจะทำให้น้ำหนักลดลง</strong></span></p>
<p>การ หยุดรับประทานอาหารหลังจากมื้อปกตินั้นจะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวลดลงได้ เนื่องจากการบริโภคทำให้แคลอรี่โดยรวมลดลง ดังนั้น คุณไม่ควรรับประทานอาหารหลังพระอาทิตย์ตกดินจึงจะเป็นการช่วยให้น้ำหนักตัว ลดลงได้ด้วย<br />
<span id="more-55"></span><br />
<strong> เมื่อคลายข้อสงสัยกันแล้วก็อย่าลืมลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะสายเกินไปนะจ๊ะ!!</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีเลือกซื้อเสื้อชั้นในของสาวๆ</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Jan 2010 06:23:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Women Tips]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลือกซื้อเสื้อชั้นใน]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อชั้นใน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[เคล็ด(ไม่)ลับที่สาวๆ ต้องรู้
ข่าวดีสำหรับสาวๆ ที่กำลังกลุ้มใจว่าจะเลือกซื้อเสื้อชั้นในแบบไหนให้เหมาะกับ “หน้าอกหน้าใจ” ของตนดี&#8230; ไม่ต้องกลุ้มใจแล้วค่ะวันนี้เรามีเคล็ดลับในการเลือกซื้อมาฝาก&#8230;
 ประการแรก เลย หากจะซื้อทุกครั้งให้ลองเสื้อชั้นในก่อนเสมอ อย่าลืมนะค่ะต้องเลือกตัวที่กระชับพอดี และที่สำคัญอย่าซื้อเสื้อชั้นในเพียงแค่บอกไซส์ เพราะแต่ละแบบ แต่ละทรง จะออกแบบมาไม่เท่ากัน หรือไม่เหมาะกับทุกคนเสมอไปค่ะ
 ประการต่อมา หากได้เสื้อชั้นในใหม่จริงๆ อย่าซื้อเสื่อชั้นในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือนนะคะ เพราะอาจจะได้ขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ หากนำมาสวมใส่ในช่วงเวลาหลังจากนั้นแล้วอาจจะหลวมทำให้หน้าอกดูไม่สวยได้ และการเลือกซื้อนั้นต้องพึงคิดถึงอยู่เสมอก็คือ เสื้อชั้นในที่พอดีต้องมีระดับตะขอ (หลัง) อยู่ใต้กระดูกสะบักหลังเท่านั้น หากสูงหรือต่ำลงกว่านั้นควรเลือกขนาดใหม่ดีกว่า
 ประการที่สาม ต้องสังเกตเสมอนะค่ะว่าเมื่อสวมสวมเสื้อชั้นในแล้วสามารถสอดนิ้วเข้าไป บริเวณร่องอกได้หรือไม่ หากไม่ได้แสดงว่าเสื้อตัวนั้นคับเกินไปเปลี่ยนตัวใหม่ดีกว่าค่ะ
 เคล็ดลับประการต่อไป สำหรับคุณผู้หญิงที่มีรอบอกระหว่าง 34-48 นิ้ว ควรเลือกซื้อเสื้อชั้นในชนิดที่มีฐานใต้โครงอก และเสื้อชั้นในแบบตะขอหน้าจะดีกว่าค่ะ เพราะเสื้อชั้นในแบบนี้จะทำให้หน้าอกของคุณได้รูปสวย

 ประการสุดท้าย เสื้อชั้นในที่เลือกนั้นต้องมีเนื้อนุ่ม ยืดหยุ่นสบาย เวลาสวมใส่รูปอกจะดูสวยดูดีไม่ระคายเคืองทำให้หงุดหงิดใจ
 เพียง แค่นี้คุณก็จะได้เสื้อชั้นในตัวใหม่ที่เมื่อสวมใส่แล้วทำให้คุณรู้สึกมั่นใจ ขึ้นมาได้แล้วละค่ะ อย่าลืมนะคะครั้งหน้าถ้าจะซื้อเสื้อชั้นใหม่นำวิธีที่นี้ไปใช้ รับรอง “อก” สวย ชัวร์&#8230;
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #003300;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เคล็ด(ไม่)ลับที่สาวๆ ต้องรู้</span></strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ข่าวดีสำหรับสาวๆ ที่กำลังกลุ้มใจว่าจะเลือกซื้อเสื้อชั้นในแบบไหนให้เหมาะกับ </strong><strong>“หน้าอกหน้าใจ” ของตนดี&#8230; ไม่ต้องกลุ้มใจแล้วค่ะวันนี้เรามีเคล็ดลับในการเลือกซื้อมาฝาก&#8230;</strong></span></p>
<p><strong> <span style="color: #808000;">ประการแรก</span> </strong>เลย หากจะซื้อทุกครั้งให้ลองเสื้อชั้นในก่อนเสมอ อย่าลืมนะค่ะต้องเลือกตัวที่กระชับพอดี และที่สำคัญอย่าซื้อเสื้อชั้นในเพียงแค่บอกไซส์ เพราะแต่ละแบบ แต่ละทรง จะออกแบบมาไม่เท่ากัน หรือไม่เหมาะกับทุกคนเสมอไปค่ะ</p>
<p><strong> <span style="color: #808000;">ประการต่อมา</span></strong> หากได้เสื้อชั้นในใหม่จริงๆ อย่าซื้อเสื่อชั้นในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือนนะคะ เพราะอาจจะได้ขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ หากนำมาสวมใส่ในช่วงเวลาหลังจากนั้นแล้วอาจจะหลวมทำให้หน้าอกดูไม่สวยได้ และการเลือกซื้อนั้นต้องพึงคิดถึงอยู่เสมอก็คือ เสื้อชั้นในที่พอดีต้องมีระดับตะขอ (หลัง) อยู่ใต้กระดูกสะบักหลังเท่านั้น หากสูงหรือต่ำลงกว่านั้นควรเลือกขนาดใหม่ดีกว่า</p>
<p><strong> <span style="color: #808000;">ประการที่สาม</span></strong> ต้องสังเกตเสมอนะค่ะว่าเมื่อสวมสวมเสื้อชั้นในแล้วสามารถสอดนิ้วเข้าไป บริเวณร่องอกได้หรือไม่ หากไม่ได้แสดงว่าเสื้อตัวนั้นคับเกินไปเปลี่ยนตัวใหม่ดีกว่าค่ะ</p>
<p><strong> <span style="color: #808000;">เคล็ดลับประการต่อไป</span></strong> สำหรับคุณผู้หญิงที่มีรอบอกระหว่าง 34-48 นิ้ว ควรเลือกซื้อเสื้อชั้นในชนิดที่มีฐานใต้โครงอก และเสื้อชั้นในแบบตะขอหน้าจะดีกว่าค่ะ เพราะเสื้อชั้นในแบบนี้จะทำให้หน้าอกของคุณได้รูปสวย<br />
<span id="more-49"></span><br />
<strong> <span style="color: #808000;">ประการสุดท้าย</span></strong> เสื้อชั้นในที่เลือกนั้นต้องมีเนื้อนุ่ม ยืดหยุ่นสบาย เวลาสวมใส่รูปอกจะดูสวยดูดีไม่ระคายเคืองทำให้หงุดหงิดใจ</p>
<p><strong> <span style="color: #339966;">เพียง แค่นี้คุณก็จะได้เสื้อชั้นในตัวใหม่ที่เมื่อสวมใส่แล้วทำให้คุณรู้สึกมั่นใจ ขึ้นมาได้แล้วละค่ะ อย่าลืมนะคะครั้งหน้าถ้าจะซื้อเสื้อชั้นใหม่นำวิธีที่นี้ไปใช้ รับรอง </span></strong><span style="color: #339966;"><strong>“อก” สวย ชัวร์&#8230;</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; color: blue; font-family: Tahoma;" lang="TH">ขอขอบคุณข้อมูลจาก </span><span style="font-size: 10pt; color: blue; font-family: Tahoma;">: <span lang="TH">หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“กระเทียม” สมุนไพรช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพสารพัด</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jan 2010 03:02:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กระเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสุขภา]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[ข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ระบุว่า กระเทียม (garlic) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum Linn. แทบ ทุกครัวเรือนรู้วิธีการเจียวกระเทียมในน้ำมันให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อสัตว์หรือผัก เป็นวิธีดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และเพิ่มรสชาติให้กับอาหารประเภทผัดชนิด ต่างๆ ได้อย่างดี
ทั้ง ยังใช้กระเทียมเจียวโรยหน้าอาหารอีกหลายอย่าง หรือใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องแกงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเป็นตัวช่วยแต่งกลิ่นและรสร่วมกับมะนาวในน้ำพริกกะปิ แม้แต่พริกน้ำปลาหรือน้ำจิ้มรสแซบก็จะลืมกระเทียมไปไม่ได้ นอกจากนี้ใบและหัวกระเทียมสดๆ ยังเป็นผัก รวมถึงกระเทียมดองของอร่อย
กระเทียม ยังเป็นสมุนไพรแก้ไขบรรเทาปัญหาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพื้นบ้านไทยใช้กระเทียมสดรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่งเป็นที่สรุปได้ว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรับประทานแก้โรคความดันโลหิตสูง
การ ศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิก วิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน

 โดยสรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม มีดังนี้ 
1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม
2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
3. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/katem.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-45" title="katem" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/katem-150x150.jpg" alt="katem" width="150" height="150" /></a>ข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ระบุว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>กระเทียม (</strong><strong>garlic)</strong></span> มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า <strong>Allium sativum Linn.</strong> แทบ ทุกครัวเรือนรู้วิธีการเจียวกระเทียมในน้ำมันให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อสัตว์หรือผัก เป็นวิธีดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และเพิ่มรสชาติให้กับอาหารประเภทผัดชนิด ต่างๆ ได้อย่างดี</p>
<p>ทั้ง ยังใช้กระเทียมเจียวโรยหน้าอาหารอีกหลายอย่าง หรือใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องแกงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเป็นตัวช่วยแต่งกลิ่นและรสร่วมกับมะนาวในน้ำพริกกะปิ แม้แต่พริกน้ำปลาหรือน้ำจิ้มรสแซบก็จะลืมกระเทียมไปไม่ได้ นอกจากนี้ใบและหัวกระเทียมสดๆ ยังเป็นผัก รวมถึงกระเทียมดองของอร่อย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>กระเทียม</strong></span> ยังเป็นสมุนไพรแก้ไขบรรเทาปัญหาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพื้นบ้านไทยใช้กระเทียมสดรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่งเป็นที่สรุปได้ว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรับประทานแก้โรคความดันโลหิตสูง</p>
<p>การ ศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิก วิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน<br />
<span id="more-44"></span><br />
<span style="color: #008000;"> <strong>โดยสรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม มีดังนี้ </strong></span></p>
<p>1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม<br />
2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ<br />
3. ลดความดันโลหิตสูง<br />
4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล<br />
5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว<br />
6. ลดน้ำตาลในเลือด<br />
7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยา อีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้<br />
8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม<br />
9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่<br />
10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ<br />
11. รักษาโรคไอกรน<br />
12. แก้หืดและโรคหลอดลม<br />
13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย<br />
14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย<br />
15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี<br />
16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น<br />
17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย<br />
18. ต่อต้านเนื้องอก<br />
19. กำจัดพิษตะกั่ว<br />
20. บำรุงร่างกาย ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย</p>
<p>ยังมีผู้พบว่าในกระเทียมมีธาตุเจอร์เมเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหืด โรคไต โรคตับอ่อนและอาการท้องผูก รวมถึงมีสารชักนำวิตามินบี 1 เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นเท่าตัว โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน ทำให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง 20 เท่า</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์ข่าวสด</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พืชพรรณบำรุงผิวพรรณให้สวย</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jan 2010 04:10:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวพรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[พืชพรรณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[วิธีธรรมชาติที่ว่า ขอตีความว่าอาศัยสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณแนะนำพืชพรรณต่อไปนี้
1.มะละกอ ช่วยผลัดผิว การพอกมะละกอบดละเอียดบนผิวหน้าในระหว่างอบไอน้ำจะช่วยทำให้หน้าขาว ใส ยิ่งขึ้น โดยนำมะละกอสุกบดละเอียดทาบนใบหน้า หลีกเลี่ยงรอบดวงตา แล้วอังหน้ากับชามอ่างภายใต้ผ้าขนหนูตามวิธีการอบไอน้ำผิวหน้า
2.น้ำผัก-ผลไม้ นำผักผลไม้ 50 กรัมต่อครั้ง ล้าง เช็ดให้แห้ง ปอกเปลือกแล้วปั่นหรือบดละเอียด เติมน้ำบริสุทธิ์ 25 มิลลิลิตร ทิ้งไว้สักครู่แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองแยกกาก เก็บแต่น้ำไว้ใช้เป็นโทนเนอร์ สำหรับสรรพคุณแต่ละประเภท
2.1 ว่านหางจระเข้ บำรุงผิว สำหรับทุกสภาพผิว
2.2 แตงกวา ปรับสภาพผิว สำหรับผิวมัน
2.3ฝรั่ง ขัดผิว
2.4 ตะไคร้ ทำความสะอาดผิวสำหรับทุกสภาพผิว
2.5 สับปะรด ขัดผิว
2.6มะขาม ขัดผิว สำหรับผิวมัน

3.ไพลและผงลูกจันทน์เทศ ขัดผิว ไพลสด 1 ช้อนโต๊ะ ผงลูกจันทน์เทศ 1 ช้อนชา ล้างไพลให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วปั่น จากนั้นเทผงลูกจันทน์เทศลงไป คลุกเคล้าจนเข้ากัน ทาลงบนใบหน้าและขัดเบาๆ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ไพลเพิ่มความชุ่มชื่นและบำรุงผิว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว
4.ขมิ้นและถั่วเหลือง พอกผิว ขมิ้นสด 10 กรัม ถั่วเหลือง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-19" title="fruit" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/fruit-150x150.jpg" alt="fruit" width="150" height="150" /><span style="color: #800000;"><strong>วิธีธรรมชาติที่ว่า ขอตีความว่าอาศัยสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณแนะนำพืชพรรณต่อไปนี้</strong></span></p>
<p>1.มะละกอ ช่วยผลัดผิว การพอกมะละกอบดละเอียดบนผิวหน้าในระหว่างอบไอน้ำจะช่วยทำให้หน้าขาว ใส ยิ่งขึ้น โดยนำมะละกอสุกบดละเอียดทาบนใบหน้า หลีกเลี่ยงรอบดวงตา แล้วอังหน้ากับชามอ่างภายใต้ผ้าขนหนูตามวิธีการอบไอน้ำผิวหน้า</p>
<p>2.น้ำผัก-ผลไม้ นำผักผลไม้ 50 กรัมต่อครั้ง ล้าง เช็ดให้แห้ง ปอกเปลือกแล้วปั่นหรือบดละเอียด เติมน้ำบริสุทธิ์ 25 มิลลิลิตร ทิ้งไว้สักครู่แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองแยกกาก เก็บแต่น้ำไว้ใช้เป็นโทนเนอร์ สำหรับสรรพคุณแต่ละประเภท</p>
<p>2.1 ว่านหางจระเข้ บำรุงผิว สำหรับทุกสภาพผิว<br />
2.2 แตงกวา ปรับสภาพผิว สำหรับผิวมัน<br />
2.3ฝรั่ง ขัดผิว<br />
2.4 ตะไคร้ ทำความสะอาดผิวสำหรับทุกสภาพผิว<br />
2.5 สับปะรด ขัดผิว<br />
2.6มะขาม ขัดผิว สำหรับผิวมัน<br />
<span id="more-18"></span><br />
3.ไพลและผงลูกจันทน์เทศ ขัดผิว ไพลสด 1 ช้อนโต๊ะ ผงลูกจันทน์เทศ 1 ช้อนชา ล้างไพลให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วปั่น จากนั้นเทผงลูกจันทน์เทศลงไป คลุกเคล้าจนเข้ากัน ทาลงบนใบหน้าและขัดเบาๆ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ไพลเพิ่มความชุ่มชื่นและบำรุงผิว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว</p>
<p>4.ขมิ้นและถั่วเหลือง พอกผิว ขมิ้นสด 10 กรัม ถั่วเหลือง 15 กรัม ล้างขมิ้น ปอกเปลือกแล้วปั่น ถั่วเหลืองล้างโดยแช่น้ำทิ้งไว้ 20 นาที ปั่นแล้วนำมาผสมกับขมิ้น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ขมิ้นช่วยลดอาการอักเสบและสมานผิว ส่วนถั่วเหลืองมีเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนและไฟโตเอสโตรเจน ทำให้ผิวขาวและนุ่มขึ้น</p>
<p>5.น้ำผึ้งและแตงกวา  ขัดผิว น้ำผึ้ง 8 ออนซ์ น้ำมะนาวคั้น 10 หยด แตงกวาฝานเป็นแผ่นบางๆ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวเข้าด้วยกัน ทาลงบนใบหน้าแล้วนวด 15 นาที ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก จากนั้นวางแผ่นแตงกวาบนใบหน้าและลำคอ แตงกวาจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกที่ตกค้างออก ช่วยให้ผิวเย็น ตึง และเพิ่มความชุ่มชื่น ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ อีกครั้ง ทั้งนี้ น้ำผึ้งทำให้ผิวนุ่มขึ้น ลดความระคายเคืองของผิวและบรรเทาอาการอักเสบ ส่วนน้ำมะนาวช่วยในกระบวนการผลัดผิว</p>
<p>6.กล้วย  ส่วนผสม กล้วยสุกผลขนาดกลาง 2 ผล วีตเจิร์ม ออยล์ ครึ่งช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกมะลิ 2 หยด ปั่นกล้วยแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไปคลุกเคล้า ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดด้วยโทนเนอร์ จากนั้นทาตัวพอก ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและเช็ดด้วยโทนเนอร์อีกครั้งเพื่อกำจัดตัวพอกที่ตกค้างออกให้หมด กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินเอและโพแทสเซียม ส่วนน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกมะลิช่วยปรับสภาพผิว ลดเลือนรอยแผลเป็น น้ำผึ้งเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิว</p>
<p>7.น้ำผึ้งและส้ม กระชับผิวหน้า ส้มหรือส้มจีน 1 ชิ้น น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ 1 หยด บิส้มให้น้ำส้มออกมา ถูส้มให้ทั่วใบหน้า กรดผลไม้ในส้มช่วยทำความสะอาดผิวและเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำเปียกหมาดๆ เช็ดออกเบาๆ ผสมน้ำผึ้งเข้ากับน้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ ทาลงบนใบหน้า นวดเบาๆ ทิ้งไว้ 5-10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เป็นตัวพอกหน้าที่ช่วยให้ผิวนุ่มและสดใส เต่งตึง อ่อนโยนต่อผิว ทำได้บ่อยครั้งทั้งช่วยให้จุดด่างดำจางลง</p>
<p>8.กล้วยและอะโวคาโด ใช้พอกหน้าสำหรับผิวแห้ง ส่วนผสมประกอบด้วย กล้วยสุกผลเล็ก 1 ผล อะโวคาโดสุกผลเล็ก 1 ผล โยเกิร์ตกลิ่นธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันวิตามินอี 2 หยด บดกล้วยและอะโวคาโดเข้าด้วยกันจนข้นและมีสีเขียว ผสมโยเกิร์ตและน้ำมันวิตามินอีลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเตรียมตัวพอกเสร็จแล้ว ล้างหน้าและอบไอน้ำผิวหน้าเพื่อให้รูขุมขนเปิด จากนั้นจึงทาตัวพอกลงบนใบหน้านวดและทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าลื่น เรียบเนียนและหอม</p>
<p>ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิวไม่ใช่แค่เรื่องผิว</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 07:48:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[สิว]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องผิว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=3</guid>
		<description><![CDATA[ใครจะคิดว่าปัญหาเล็ก ๆ แค่เรื่องสิว ๆ  ธรรมดาๆ จะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้ถ้ามีการรักษาไม่ตรงจุด  เพราะอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า การเกิดสิว มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนในร่างกาย  แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เจ้าฮอร์โมนในร่างกายที่ว่านี้แปรปรวน ตับและไตเริ่มเสียสมดุล  อาจเป็นเหตุก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ขึ้นมาได้  โดยเฉพาะในคนที่ใช้ยารักษาสิวซึ่งมีส่วนผสมของโรแอคคิวเท็นต่อเนื่องนานนับ  ปีจนร่างกายเริ่มรวน อาจมีอาการแพ้ยาจนในที่สุดจะมีผื่นแดงทั่วร่างกาย  นั่นคือสัญญาณอันตรายของหน้าพังแล้ว

แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้วใช่ว่าจะไม่มีทางแก้เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.กอบกาญจน์  ไพบูลย์ศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี  ได้ออกมาบอกว่า โรแอคคิวเท็นเป็นกรดวิตามินเอยอดฮิตในการรักษาสิว  ที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันและต้านการอักเสบ ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ใช้ติดต่อกันราว  3-4 สัปดาห์เท่านั้น แล้วจะค่อยๆ ให้ลดตัวยาลง  ซึ่งหลายคนที่รักษาสิวด้วยยาตัวนี้มักพอใจในผลที่ได้รับ เพราะทำให้ผิวพรรณผ่องใส  ไม่มัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลข้างเคียง โดยเฉพาะอาการปากแห้ง ผิวแห้ง ตาแห้ง  จนใส่คอนแทคเลนส์ไม่ได้ ผิวหน้าร้อนแดง อักเสบ คล้ำขึ้น และไวต่อแสง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800080;">ใครจะคิดว่าปัญหาเล็ก ๆ แค่เรื่องสิว ๆ  ธรรมดาๆ จะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้ถ้ามีการรักษาไม่ตรงจุด  เพราะอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า การเกิดสิว มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนในร่างกาย  แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เจ้าฮอร์โมนในร่างกายที่ว่านี้แปรปรวน ตับและไตเริ่มเสียสมดุล  อาจเป็นเหตุก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ขึ้นมาได้  <strong>โดยเฉพาะในคนที่ใช้ยารักษาสิวซึ่งมีส่วนผสมของโรแอคคิวเท็นต่อเนื่องนานนับ  ปีจนร่างกายเริ่มรวน อาจมีอาการแพ้ยาจนในที่สุดจะมีผื่นแดงทั่วร่างกาย  นั่นคือสัญญาณอันตรายของหน้าพังแล้ว<br />
</strong></span><br />
แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้วใช่ว่าจะไม่มีทางแก้เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.กอบกาญจน์  ไพบูลย์ศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี  ได้ออกมาบอกว่า โรแอคคิวเท็นเป็นกรดวิตามินเอยอดฮิตในการรักษาสิว  ที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันและต้านการอักเสบ ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ใช้ติดต่อกันราว  3-4 สัปดาห์เท่านั้น แล้วจะค่อยๆ ให้ลดตัวยาลง  ซึ่งหลายคนที่รักษาสิวด้วยยาตัวนี้มักพอใจในผลที่ได้รับ เพราะทำให้ผิวพรรณผ่องใส  ไม่มัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลข้างเคียง โดยเฉพาะอาการปากแห้ง ผิวแห้ง ตาแห้ง  จนใส่คอนแทคเลนส์ไม่ได้ ผิวหน้าร้อนแดง อักเสบ คล้ำขึ้น และไวต่อแสง  หรือเครียดง่ายจนมีอาการทางจิต<br />
<span id="more-3"></span><br />
บางรายเป็นหนักถึงมีอาการจมูกแห้งจนเลือดกำเดาออก คอแห้ง ปากแห้ง  เสียงแหบแห้งและคัน ผมร่วง ขนดก เล็บผิดรูปร่าง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ  แคลเซียมจับกระดูกและเส้นเอ็น กระจกตาอักเสบ เม็ดเลือดแดงและขาวลด หากใช้นานเกิน 1  ปีอาจมีการสะสมก่อให้เป็นมะเร็งตับได้ หากใช้ขณะตั้งครรภ์ทำให้ทารกพิการได้ถึง 30%  รวมทั้งห้ามใช้เด็ดขาดในผู้ป่วยโรคตับ ไต ผู้มีภาวะวิตามินเอสูงเกิน  ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง</p>
<p><strong>ควรใจเย็นกับการรักษาอาการสิวจากการใช้อาหารธรรมชาติบำบัด</strong> เช่น  กินข้าวกล้อง ผักผลไม้สด ให้มากเพราะมีวิตามินซี ช่วยสร้างคอลลาเจน  มีเบต้าแคโรทีนสูง จะช่วยลดอาการอักเสบ ทำให้จุดด่างดำจางลง  เมล็ดฟักทองช่วยเรื่องการอักเสบ  ถึงจะหายช้าแต่ก็มั่นใจว่าไม่อันตรายและยังราคาถูกอีกด้วย</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ที่สำคัญเพื่อป้องกันเจ้าสิววายร้ายตัวฉกาจของใบหน้า  เราต้องดูแลรักษาทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ เช้า-เย็น ด้วยสบู่อ่อนๆ  แต่ไม่ใช่ว่าจะล้างกันบ่อยๆ นะค่ะ</strong> เพราะอาจจะทำให้หน้าแห้งได้  และอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดนะค่ะ  เฟพราะอาการเหล่านี้อาจจะนำมาซึ่งสิวได้ เพียงแค่นี้เจ้าสิว  ก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องสิว ๆ ได้แล้วละค่ะ</span></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บำรุงผิวหน้าแบบง่ายๆด้วยผลไม้</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 04:38:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[บำรุง]]></category>
		<category><![CDATA[บำรุงผิวหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวหน้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=23</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ขอแนะเคล็ดลับวิธีการบำรุงผิวหน้าด้วยสูตรธรรมชาติจากผลไม้มาบอก
เริ่มจาก นำมะละกอสุกบดละเอียดประมาณ 2  ช้อนชา พอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  ทำเป็นประจำวันละครั้ง ผิวหน้าจะเนียนขึ้นและช่วยลดริ้วร้อย
โลชั่นน้ำผลไม้ นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ  น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน  จากนั้นใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบาๆให้ทั่วใบหน้า  เพื่อช่วยสมานผิวและกระชับรูขุมขนแทนการใช้โทนเนอร์
มอยส์เจอไรเซอร์น้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้งประมาณ  1 ช้อนชา อุ่นด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณครึ่งนาที  จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที  จึงเช็ดออกแล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น  วิธีนี้ยังช่วยกำจัดสิวหัวดำอีกด้วย
สุดท้าย โลชั่นน้ำนมผสมเปลือกกล้วยหอม  ใช้เปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผล ล้างให้สะอาดแล้ว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากัน ใช้แทน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #808000;"><strong><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/fruit_2.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-28" title="fruit_2" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/fruit_2-150x150.jpg" alt="fruit_2" width="150" height="150" /></a>วันนี้ขอแนะเคล็ดลับวิธีการบำรุงผิวหน้าด้วยสูตรธรรมชาติจากผลไม้มาบอก</strong></span></p>
<p>เริ่มจาก นำมะละกอสุกบดละเอียดประมาณ 2  ช้อนชา พอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  ทำเป็นประจำวันละครั้ง ผิวหน้าจะเนียนขึ้นและช่วยลดริ้วร้อย</p>
<p>โลชั่นน้ำผลไม้ นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ  น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน  จากนั้นใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบาๆให้ทั่วใบหน้า  เพื่อช่วยสมานผิวและกระชับรูขุมขนแทนการใช้โทนเนอร์</p>
<p>มอยส์เจอไรเซอร์น้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้งประมาณ  1 ช้อนชา อุ่นด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณครึ่งนาที  จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที  จึงเช็ดออกแล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น  วิธีนี้ยังช่วยกำจัดสิวหัวดำอีกด้วย</p>
<p>สุดท้าย โลชั่นน้ำนมผสมเปลือกกล้วยหอม  ใช้เปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผล ล้างให้สะอาดแล้ว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากัน ใช้แทน  โลชั่นสำหรับผิวแห้งหรือเกรียมแดด ทั้งยังช่วยขจัดฝุ่นละออง  ที่คั่งค้างอยู่ตามผิวหน้า ด้วย  โลชั่นน้ำนมเปลือกกล้วยนี้สามารถเก็บใส่ขวดแช่ในตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้  อยากผิวสวยสดใส ลองทำตามวิธีที่แนะนำดูได้</p>
<p><strong>ที่มา</strong>: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สูตรเด็ด 10 วิธีปฏิบัติเพื่อหุ่นสวยสุขภาพดี</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Jan 2010 06:53:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ลดน้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีปฏิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[สูตรเด็ด]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นสวย]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นสวยสุขภาพดี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[สูตรที่ 1 พยายามตั้งใจทำสิ่งเหล่านี้ จนเคยชิน 
 
 1. เดินวันละ 1 หมื่นก้าว  ทดลองนับก้าวแล้วประมาณเอาก็ได้ค่ะ 
2. ต้องกินอาหารเช้าค่ะ  อย่าปล่อยให้หิว จะตบะแตกตอนสาย 
3. กินอาหารตามเวลา ถ้าเลยเวลาจะหิวจัด  คว้าของหวาน &#8211; มันมากิน 
4.  เวลากินอาหารให้ตั้งใจว่าไม่ทำงานอื่น ไม่ทำกิจกรรมอื่น เพราะจะกินเพลิน มาก &#8211;  น้อยไม่รู้ปริมาณค่ะ 
5. อย่ากินจนพุงกาง  พอรู้สึกว่าใกล้อิ่ม ให้ดื่มน้ำได้เลยจะอิ่มพอดี 
6. เคี้ยวอาหารช้าๆ วางช้อน  วางส้อมบ้าง คุยกับผู้ร่วมโต๊ะอาหารบ้าง 
7. แม้เป็นอาหารที่ชอบ  ก็อย่าตักมามากมาย ยั้งไว้หน่อย 
8. ก่อนไปตลาด ต้องกินให้อิ่ม  จะทำให้ซื้ออาหารไม่มาก 
9. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/030110.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-31" title="030110" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/030110-150x150.jpg" alt="030110" width="150" height="150" /></a>สูตรที่ 1 พยายามตั้งใจทำสิ่งเหล่านี้ จนเคยชิน</span></strong><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. เดินวันละ 1 หมื่นก้าว  ทดลองนับก้าวแล้วประมาณเอาก็ได้ค่ะ</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
2. ต้องกินอาหารเช้าค่ะ  อย่าปล่อยให้หิว จะตบะแตกตอนสาย</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
3. กินอาหารตามเวลา ถ้าเลยเวลาจะหิวจัด  คว้าของหวาน &#8211; มันมากิน</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
4.  เวลากินอาหารให้ตั้งใจว่าไม่ทำงานอื่น ไม่ทำกิจกรรมอื่น เพราะจะกินเพลิน มาก &#8211;  น้อยไม่รู้ปริมาณค่ะ</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
5. อย่ากินจนพุงกาง  พอรู้สึกว่าใกล้อิ่ม ให้ดื่มน้ำได้เลยจะอิ่มพอดี</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
6. เคี้ยวอาหารช้าๆ วางช้อน  วางส้อมบ้าง คุยกับผู้ร่วมโต๊ะอาหารบ้าง</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
7. แม้เป็นอาหารที่ชอบ  ก็อย่าตักมามากมาย ยั้งไว้หน่อย</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
8. ก่อนไปตลาด ต้องกินให้อิ่ม  จะทำให้ซื้ออาหารไม่มาก</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
9. ถ้าจำเป็นต้องดื่มน้ำอัดลม  ให้เลือกชนิดที่ใช้น้ำตาลเทียม</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
10. นำรายการอาหารที่จะซื้อ  แล้วจ่ายตามนั้น จะไม่เกินขนาด</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
11. ควรแบ่งอาหารเป็น 5 มื้อย่อย  ดีกว่า 3 มื้อที่มากมาย</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
12. มีอารมณ์ขันบ้าง  ผู้มีความเครียดจะกินจุ</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
13. เหลืออาหารไว้ในจานบ้าง  อย่ากินจนเกลี้ยงชาม</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
14. ใช้อุปกรณ์ ช้อนส้อม  ในการกินอาหารแทนใช้มือเปล่า</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><br />
15. อาหารมื้อเช้า กลางวัน  ควรมากกว่ามื้อเย็น</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span><br />
<span id="more-30"></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 2  วิธีปรุงอาหาร</span></strong><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. ใช้วิธี ต้ม นึ่ง ย่าง เผา  หรือเข้าไมโครเวฟ หลีกเลี่ยงการทอดด้วยน้ำมัน น้ำมัน 1 ช้อนชา เท่ากับ 45  กิโลแคลอรี ค่ะ</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. อาหาร 1 จาน ควรมีผักครึ่งหนึ่ง  มีเนื้อสัตว์</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">? <span lang="TH">และแป้ง</span>? <span lang="TH">หรือจะน้อยกว่านี้ก็ได้</span></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. กินผลไม้แทนน้ำผลไม้คั้น  จะได้เส้นใยแทนที่จะได้น้ำตาลล้วนๆ</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. ปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร  แทนการใช้ซอสไขมัน</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><span> </span>5. กินอาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงหนังไก่  หนังหมู หรือไขมันสัตว์</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. ใช้น้ำปรุงอาหาร แทนน้ำมัน  ต้มแทนผัด</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">, <span lang="TH">ทอด</span></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลจริง  ขณะนี้มีหลายชนิด บางชนิดใช้ปรุงอาหารร้อนบนเตาได้  ไม่เสียรสชาติแต่อย่างใด</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 3  ทำได้ให้อาหารน้อยดูเหมือนมาก</span></strong><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. เลือกซื้ออาหาร ถ้วยเล็ก ขวดเล็ก  แทนขนาดกลางหรือขนาดใหญ่</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ ขอเว้น 3  วันต่อเนื่องกันในแต่ละสัปดาห์</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. ใช้จานเล็กใส่อาหารแทนจานใหญ่  ใช้แก้วทรงผอมสูงแทนแก้วเตี้ย จะได้ลดปริมาณอาหารลงบ้าง</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำจากแป้งขัดสี  เช่น ขนมปังขาว ข้าวสารควรใช้ข้าวกล้องแทน</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. ตักอาหารใส่ในภาชนะที่ทราบขนาด  อย่ารับประทานจากถุงหรือขวดที่ใส่ จะไม่เห็นขนาดที่ใช้ไป</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6.  ก่อนไปงานเลี้ยงกินอาหารแคลอรีต่ำรองท้องไปก่อน ป้องกันหิวอาหาร  และจะอดใจไม่กินอาหารแคลอรีสูง</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. ใช้สีช่วยลดความอยากอาหาร  ห้องสีฟ้าจะลดความอยากอาหาร ผ้าปูโต๊ะสีแดงชวนให้อยากอาหาร</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 4  วางแผนก่อนไปร่วมงานเลี้ยง</span></strong><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. หลีกเลี่ยงอาหารบุฟเฟ่ต์  ซึ่งตักได้มากมาย ทำให้ต้องกินจุ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><span> </span>2. สั่งอาหารเฉพาะในขนาดที่ต้องการ  เวลาหิวคุณจะสั่งอาหารมากค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. ไม่จำเป็นต้องกินอาหารจนเกลี้ยงจาน  เหลือไว้บ้างค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. หลีกเลี่ยงขนมปังที่ใส่กระเทียม  หรือขนมปังที่ปรุงด้วยสมุนไพร</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. สั่งซอสหรือน้ำสลัดแยกจากผัก  น้ำสลัดมีน้ำมัน มีแคลอรีสูง</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. ถ้าจะกินอาหารอิตาเลียน  ให้เลือกซอสมะเขือเทศแทนเนย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. ของหวานให้เลือกผลไม้  เลือกเชอร์เบทแทนไอศกรีม</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>8. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร  ก่อนจะอิ่มดื่มน้ำอีกครั้ง จะอิ่มพอดี</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 5  ความเชื่อที่ไม่เป็นจริง</span></strong><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>มีสิ่งที่เล่าขานกันมาหลายเรื่องที่คิดว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้  แต่ไม่เป็นความจริง ลองดูความเชื่อที่ผิดๆ เหล่านี้กันค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1.  การดื่มน้ำร้อนจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ข้อนี้ไม่จริง  ความร้อนจะเกิดจากการเผาผลาญอาหารมากกว่า เมื่อร่างกายใช้พลังงานมาก เช่น  การออกกำลังกาย ทำให้อาหารถูกเผาผลาญออกไปมากกว่าการอยู่นิ่งๆ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2.  ความเชื่อที่ติดอันดับเดียวกับน้ำร้อน คืออาหารบางชนิดจะทำให้ลดแคลอรี  ไม่มีนะคะอาหารที่ว่านี้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. การลดน้ำหนักที่ได้ผลจะต้องอดอาหาร  ข้อนี้ก็ไม่จริง การเว้นอาหารจะทำให้น้ำตาลลดลง ทำให้หิวอาหาร  และจะกินมากกว่าที่ควร</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. การออกกำลังท่านอนราบยกตัวขึ้น  ทำให้หน้าท้องแบนราบ ข้อนี้ก็ไม่จริง  เห็นไหมคะว่าเราเข้าใจคลาดเคลื่อนมานานจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. งดอาหารแป้งหลังจาก 5 โมงเย็น  ไม่ได้ทำให้เกิดข้อแตกต่าง ถ้ากินอาหารไขมัน หรือเนื้อสัตว์  จะเกิดไขมันสะสมได้เช่นเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. ถ้าออกกำลังขณะท้องว่าง  จะทำให้เผาผลาญไขมันในเวลาอันรวดเร็ว ไม่จริงค่ะ จะทำเวลาไหนก็ได้เท่ากัน  เวลาท้องว่างอาจทำให้หิวจัด เป็นลมได้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7.  การควบคุมอาหารจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ต่อเนื่อง  ไม่เป็นจริงจะต้องออกกำลังกายร่วมด้วย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>8. การกินอาหารน้อยลง  จะทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลง ก็ไม่จริงค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>9. มีช่วงเวลาที่จะลดไขมันได้  โดยออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยไม่เป็นจริง ทุกเวลามีค่าเท่ากันค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 6  อาหารที่มีคุณค่าที่ควรเลือกรับประทาน</span></strong><strong> </strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1.  หลักการคือใช้อาหารที่ไม่ปรุงแต่งมาก ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. ผักสด ผลไม้สด ไม่ต้องเคลือบ  ไม่ต้องตากแห้ง ไม่หมักดอง</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. ใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดไขมัน  ถั่วเป็นอาหารโปรตีนที่ไม่มีไขมัน ไก่ หมู ไม่ติดหนัง  ปลาทุกชนิดให้โปรตีนที่ดีไขมันต่ำ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. อาหารที่มีเส้นใย  ข้าวไม่ขัดสีมากจะมีเส้นใยเหลืออยู่</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว คือ  ประมาณ 2 ลิตร</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. อาหารที่ดูดซึมช้า  ทำให้น้ำตาลเพิ่มช้า ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ผัก มันเทศ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. อาหารที่มีไขมันชนิดทรานส์น้อย  ได้แก่ ข้าว ถั่ว พาสต้า จะมีไขมันอิ่มตัวน้อย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>8. ถ้าจะดื่มนม  ควรใช้ชนิดไขมันต่ำ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>9. ดื่มชาล้วน  ไม่ปรุงด้วยน้ำตาลหรือนม</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>10. รับประทานเครื่องเทศ พริก  จะช่วยเผาผลาญอาหารได้รวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 7  เตรียมพร้อมสู้กับความหิว</span></strong><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม  มิฉะนั้นเวลาหิวคุณจะหยิบทุกอย่างที่ขวางหน้าค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. หางานอื่นมาทำ  หรือทำงานต่อเนื่องให้ลืมหิว ยากค่ะ แต่ต้องฝึก</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. เตรียมผักสดไว้เคี้ยวแทนขนมหวาน  เช่น แครอทก็อร่อยค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. ดื่มน้ำสะอาด  ใช้น้ำลูบท้องไงคะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. ลองทนดูประมาณ 10 นาที ถ้าไม่ไหว  รองท้องนิดเดียว</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. ลองกินถั่วที่ไม่คลุกเกลือค่ะ เช่น  ถั่วต้ม ถั่วลิสงคั่ว ประมาณ 10 เม็ด เคี้ยวช้าๆ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. ดื่มน้ำชาร้อนๆ  หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ใช้สารน้ำตาลเทียมได้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. แปรงฟัน  เวลาฟันสะอาดเรามักจะไม่อยากเคี้ยวอาหาร</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>8.  เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>9. อาจจะรับประทานสิ่งที่มันน้อย เช่น  มันต้ม แทนมันทอด เอาไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 8 มีบัญญัติ 10  ประการที่ไม่ควรฝ่าฝืน</span></strong><strong> </strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>ใช้ความคิดตรึกตรองดูว่าท่านจะละเว้นได้ไหม</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. การใช้ยาระบาย  ไม่เป็นประโยชน์ในระยะยาว ระยะแรกอาจช่วยลดน้ำลงบ้าง หรือลดไขมันได้บางส่วน  แต่มีอันตรายจากการสูญเสียน้ำ และสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามิน</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. อย่าผัดวันประกันพรุ่ง  ต้องเริ่มวันนี้ เดี๋ยวนี้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3.  อย่าคิดว่าอาหารที่บอกว่าแคลอรีต่ำแล้วจะกินได้ไม่ยับยั้ง  ต้องอ่านฉลากอาหารก่อนค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. อย่าเว้นอาหารมื้อใดๆ เป็นอันขาด  กินทุกมื้อ แต่มื้อละนิดหน่อยพอหายหิว</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. ถ้าเหนื่อย หรือง่วง หรือเครียด  อย่าแก้ด้วยการกินอาหาร ต้องพักให้หายเครียด หรือนอนเมื่อง่วงนอน</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. ไม่ควรขจัดไขมันจนเกลี้ยงเกลา  ร่างกายต้องการไขมัน เพื่อละลายวิตามิน เอ ดี อี เค</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7.  อย่าคิดว่าชีวิตนี้จะหมดหวังหากไม่ลดน้ำหนัก คนอ้วน คนท้วม  ก็ประสบความสำเร็จได้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span><span> </span>8.  อย่าเดินไปวนเวียนใกล้ตู้เย็นตอนดึก</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>9. ไม่ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน  ถ้าไม่ลดจะเสียกำลังใจ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>10.  ถ้าจะต้องกินอาหารหวานมันเป็นบางครั้ง ก็ทำได้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 9  ให้กำลังใจตนเองด้วยวิธีต่างๆ </span></strong><strong> </strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1.  จดเป้าหมายไว้ให้เห็นชัดๆ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. บันทึกรายการอาหารที่กินแต่ละวัน  จะเห็นส่วนเกิน</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3. ให้รางวัลตนเอง หากประสบความสำเร็จ  ยกเว้นการกินอาหาร</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. หาเพื่อนที่ลดน้ำหนักพร้อมๆ กัน  เป็นกำลังใจกันเอง</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. ถ้าลดน้ำหนักได้ถึงเกณฑ์  ให้รางวัลใหญ่แก่ตัวเอง เช่น พักร้อนไปเที่ยว</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. หาสถานที่ออกกำลังกาย  และไปจ่ายค่าบริการทุก 2 สัปดาห์ แทนที่จะจ่ายนานๆ ครั้ง  เป็นการกระตุ้นให้ไปใช้บริการ</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. ส่องกระจกดูรูปร่างตนเอง  ว่าดูดีขึ้นหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>8.  ซื้อเสื้อผ้าขนาดเล็กเท่าที่อยากจะใส่ ถ้าซื้อเสื้อขนาดใหญ่จะอ้วนตามตัว  พยายามอย่าใส่แซค ใช้กระโปรงมีเอวจะดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #008000; font-size: 10pt;"><span> </span>สูตรที่ 10 ออกกำลังกายได้ทุกเวลา  ทุกสถานที่</span></strong><strong> </strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>ไม่จำเป็นต้องรอไปสถานออกกำลังกาย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>1. การเดิน  ง่ายและไม่เปลืองค่าใช้จ่าย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>2. ใช้บันไดแทนลิฟต์  ลงจากรถก่อนถึงสถานที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>3.  เปลี่ยนวิธีออกกำลังกายมิให้เบื่อหน่าย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>4. หาเพื่อนออกกำลังกายด้วย  เหงื่อแก้เหงา</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>5. ฝึกการเกร็ง &#8211;  หดยืดกล้ามเนื้อไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>6. ตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น  ต้องการวิ่งการกุศล ตามระยะเวลาที่กำหนด</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>7. ฝึกลีลาศ  หรือเล่นกีฬาเป็นทีม</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>8. ระหว่างดูโทรทัศน์  ช่วงโฆษณาท่านออกกำลังได้</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>9. ถ้าไม่มีความรู้ เรียนกับครูฝึกก่อน  เพื่อให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง และไม่มีอันตราย เช่น ฝึกกับนักกายภาพบำบัด</span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"><span> </span>เวลาไปซื้อของ  เสาะหาสิ่งที่ช่วยการคุมน้ำหนักไว้ด้วย เช่น รองเท้าวิ่ง</span></strong><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;">, <span lang="TH">เครื่องชั่งน้ำหนัก</span>, <span lang="TH">สายวัดรอบเอว  จะช่วยให้สนุกสนานยิ่งขึ้น</span></span></strong></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> </span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;">ที่มา</span></strong><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;">:</span></strong><span style="font-family: Tahoma; color: #0000ff; font-size: 10pt;"> <span lang="TH">หนังสือพิมพ์บ้านเมือง</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปลือกกล้วยหอมลดส้นเท้าแตก</title>
		<link>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 08:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ลดส้นเท้าแตก]]></category>
		<category><![CDATA[ส้นเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[ส้นเท้าแตก]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกกล้วยหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกกล้วยหอมลดส้นเท้าแตก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthnet.in.th/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[ใครที่กำลังประสบกับปัญหาส้นเท้าแตกฟังทางนี้  วันนี้เรามีวิธีรักษาส้นเท้าแตกด้วยเปลือกกล้วยหอมมาฝาก…
ปัญหาส้นเท้าแตกส่วนใหญ่  มักเกิดจากรองเท้าแตะแบบหนีบ หรือรองเท้าเปิดส้น  เพราะการที่ใส่รองเท้าพวกนี้เป็นเวลานานๆ ผิวหนังตรงบริเวณส้นเท้าจะถูกเสียดสี  จึงทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นค่อยๆ แข็งและหนาขึ้น  จนทำให้เกิดการแห้งแตกในที่สุด
 วิธีรักษา คือ  เริ่มจากการทำความสะอาดเท้าให้เรียบร้อย  จากนั้นนำเปลือกกล้วยหอมมาถูตรงบริเวณส้นเท้าที่แตก ถูไป &#8211; มา แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10  &#8211; 15 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาดเสร็จแล้ว เช็ดให้แห้งพร้อมกับทาครีมบำรุงส้นเท้า  วิธีนี้ควรจะทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 &#8211; 3 ครั้ง
 รู้อย่างนี้แล้ว  ลองนำวิธีที่แนะนำไปรักษาอาการส้นเท้าแตกกันดูได้

แค่ถูไป-มา  รักษาผิวหยาบกระด้างได้
 
 
 
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><a href="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/010110.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-39" title="010110" src="http://www.healthnet.in.th/wp-content/uploads/2010/01/010110-150x150.jpg" alt="010110" width="150" height="150" /></a>ใครที่กำลังประสบกับปัญหาส้นเท้าแตกฟังทางนี้  วันนี้เรามีวิธีรักษาส้นเท้าแตกด้วยเปลือกกล้วยหอมมาฝาก…</span></p>
<p>ปัญหาส้นเท้าแตกส่วนใหญ่  มักเกิดจากรองเท้าแตะแบบหนีบ หรือรองเท้าเปิดส้น  เพราะการที่ใส่รองเท้าพวกนี้เป็นเวลานานๆ ผิวหนังตรงบริเวณส้นเท้าจะถูกเสียดสี  จึงทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นค่อยๆ แข็งและหนาขึ้น  จนทำให้เกิดการแห้งแตกในที่สุด</p>
<p><strong> <span style="color: #808000;">วิธีรักษา</span></strong> คือ  เริ่มจากการทำความสะอาดเท้าให้เรียบร้อย  จากนั้นนำเปลือกกล้วยหอมมาถูตรงบริเวณส้นเท้าที่แตก ถูไป &#8211; มา แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10  &#8211; 15 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาดเสร็จแล้ว เช็ดให้แห้งพร้อมกับทาครีมบำรุงส้นเท้า  วิธีนี้ควรจะทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 &#8211; 3 ครั้ง</p>
<p><strong> รู้อย่างนี้แล้ว  ลองนำวิธีที่แนะนำไปรักษาอาการส้นเท้าแตกกันดูได้<br />
</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>แค่ถูไป-มา  รักษาผิวหยาบกระด้างได้</strong></span></p>
<p align="right"><strong> </strong></p>
<p align="right"><strong> </strong></p>
<p align="right"><strong> </strong></p>
<p><strong>ที่มา:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthnet.in.th/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
